การเปิดตัว "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" ในนามพรรคประชาชน (ปชช.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซปต์ "กรุงเทพฯ ง่าย ๆ" คือการรักษา "ป้อมปราการด่านสุดท้าย" ของพรรคส้มในวันที่พายุการเมืองรุมเร้า
หากย้อนดูสถิติการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนกวาดเก้าอี้ สส. กทม. ไปถึง 33 เขต นั่นคือ "ต้นทุน" ที่มหาศาล แต่คำถามคือ "คะแนนเลือกตั้งใหญ่" จะเปลี่ยนเป็น "คะแนนเลือกตั้งท้องถิ่น" ได้หรือไม่? จากต้นทุน อาจกลายเป็นแรงกดทับ แม้นโยบายของพรรค 4 ฉากทัศน์ที่นำเสนอ ทั้งเด็กเล็ก-คนชรา, ส่วย, ทางเท้า และขยะ จะเป็นปัญหาที่คนกรุงเจอมานาน การชูเรื่อง "คืนเวลา" และ "กรุงเทพฯ ง่าย ๆ" จึงเป็นการตีโจทย์ได้ตรงจุด
ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเดิมมีความเป็นกลุ่มก้อนและจุดยืนที่เหนียวแน่น ไม่ว่าพรรคจะเปลี่ยนชื่อไปอย่างไร หรือมีพฤติกรรมทางการเมืองที่น่าฉงนขนาดไหน จากการไปเป็นนั่งร้านส่ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังพร้อมสนับสนุน อย่างไรก็ตาม สนาม กทม. ไม่ได้เป็นการแข่งกันระหว่าง “ขั้วส้ม” กับ “ขั้วรัฐบาล” หรืออำนาจเก่า แต่เป็นการแข่งกับผู้สมัครอิสระอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นและมีผลงานที่จับต้องได้
ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหา “เส้นเลือดฝอย” ผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue การบัญชาการสถานการณ์ตึกถล่ม และที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือการเต้นแอโรบิกสวนลุมพินี ที่สำคัญ ฐานเสียงของพรรคประชาชนใน กทม. คือกลุ่มคนชั้นกลางรุ่นใหม่ พนักงานออฟฟิศ และผู้ใช้แรงงานในเมืองที่ต้องการเห็น "โครงสร้าง" เปลี่ยนแปลง แต่ในสนามผู้ว่าฯ กทม. พฤติกรรมผู้เลือกตั้งมักมีความ "เฉพาะตัว" สูง ชอบตัวบุคคลที่จับต้องได้และทำงานเห็นผลจริง
ในขณะที่บทบาทของพรรคส้มที่ผ่านมาในฐานะนักตรวจสอบ จะทลายกำแพงความเชื่อที่ว่า "พรรคส้มมีไว้ค้าน ไม่ได้มีไว้บริหาร" ได้อย่างไร? เส้นทางสู่เสาชิงช้าของ ดร.โจ จึงไม่ง่าย... เหมือนชื่อนโยบายที่ตั้งไว้แน่นอน ในขณะที่พรรคประชาชนมีเดิมพันสูงที่ต้องรักษาเมืองหลวงไม่ให้ถูกตีแตก
#บทบรรณาธิการสยามรัฐ#ดรโจ #พรรคประชาชน #ผู้ว่ากทม #กรุงเทพฯง่ายๆ #ชัชชาติ #การเมืองไทย #ก้าวไกล #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #พรรคส้ม








