แม้พรรคประชาชนจะเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายในกรุงเทพมหานคร ด้วยการกวาด สส. ยกเมืองหลวงทั้ง 33 เขต แต่บรรดากูรูยังมองว่า “ดร.โจ”ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อาจตกอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แชมป์เก่าในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่คาดว่าจะลงสมัครในนามอิสระ เนื่องจากชัชชาติมีฐานเสียงส่วนตัวที่เหนียวแน่นอย่างมาก
โดยทางด้าน “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ วิเคราะห์ว่าพรรคประชาชนมีโอกาสน้อยที่จะชนะ แต่ก็เลี่ยงสนามนี้ไม่ได้ ซึ่งทางสู้เดียวของค่ายส้มคือต้องชูยุทธศาสตร์ “เลือกพรรค ไม่ใช่เลือกคน”
ขณะเดียวกันมีความพยายามโหมกระแสตั้งสมมติฐานว่า ชัชชาติไม่ได้มีแค่คะแนนนิยมส่วนตัว แต่ยังกลายเป็น “ตัวกลาง” ที่ดึงดูดการสนับสนุนจากขั้วตรงข้ามเพื่อสกัดพรรคประชาชนโดยเฉพาะ โดยมีการจับจ้องไปที่คะแนนของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่สามารถคว้าอันดับ 2 ได้ในหลายเขตพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ในความเป็นจริงต้องเข้าใจก่อนว่า คะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับมานั้นมาจากปัจจัยการบริหารจัดการทางการเมืองและกระแสความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนั้น ไม่ได้มีฐานแฟนคลับเป็นกลุ่มก้อนเหมือนพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกทั้งเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญมรสุมอย่างหนักจนเป็นฝ่ายตั้งรับทางการเมือง ลำพังตัวเองยังเอาไม่รอด การจะหวังไปเทคะแนนให้ชัชชาติจึงเป็นไปได้ยาก ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็จำเป็นต้องลงสนามนี้เพื่อรักษาฐานเสียงในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในและเขตเศรษฐกิจ ซึ่งมีแฟนคลับเหนียวแน่นและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ฉะนั้นเรื่องที่จะเทคะแนนไปให้ชัชชาติจึงเป็นเพียงเรื่องเกินฝัน
ท้ายที่สุดแล้ว “สงครามสกัดส้ม” อาจเป็นเพียงเรื่อง “มโน” ที่ถูกจุดกระแสขึ้นมาเพื่อสร้างภาพให้ผู้สมัครจากพรรคประชาชนต้องรับบท “ดาวพระศุกร์” ที่น่าสงสารและถูกรุมสกัด เพียงเพื่อหวังให้เกิด “ปรากฏการณ์” เหมือน “พิธาฟีเวอร์” อีกครั้งในศึกชิงเก้าอี้เสาชิงช้าที่กำลังจะมาถึงนี้
#ผู้ว่ากทม #พรรคประชาชน #ชัชชาติ #เลือกตั้ง #การเมืองไทย #สยามรัฐ #ดรโจ #อภิสิทธิ์ #การเมือง #พิธา #พรรคภูมิใจไทย #เลือกตั้งผู้ว่ากทม. #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร








