ท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะส่งสัญญาณ “อ่อนลง” ผ่านคนใกล้ชิดนั้น หลายฝ่ายในประเทศไทยน่าจะเห็นตรงกันว่า เป็นท่าทีที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงจากพฤติการณ์ที่ผ่านมา ประกอบกับในโลกของการทูตและความมั่นคงระหว่างประเทศ ท่าทีที่ดูเหมือนการ "อ่อนข้อ" หรือการส่งสัญญาณขอเจรจามักแฝงไปด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ แม้ในความเป็นจริงกัมพูชากำลังเผชิญกับแรงบีบคั้นรอบด้าน โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจจากการปิดด่านชายแดนที่ลากยาว ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายใน
การส่งสัญญาณอยากกลับมาเปิดโต๊ะเจรจาจึงไม่ใช่การยอมจำนน แต่อาจเป็นการหาทางลงที่สง่างามเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ ในขณะเดียวกันยุทธวิธีที่กัมพูชานำมาใช้คือการ “กดดัน” เช่น การกำหนดวันประชุมฝ่ายเดียว หรือการสร้างสถานการณ์บนพื้นที่ทับซ้อนไปกับการยื่นไมตรีทางการทูต ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การประนีประนอมในเรื่องเส้นเขตแดน แต่คือความพยายามบีบให้ไทยต้องยอมเปิดพรมแดนเพื่อระบายปัญหาทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่ฝั่งไทยเองก็มีบทเรียนจากการเจรจาในอดีต ทำให้ท่าทีฝ่ายความมั่นคงและกองทัพในปัจจุบันค่อนข้างนิ่งและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าสัญญาณจากฮุน เซน นั้นคือรูปแบบ “แข็งนอกอ่อนใน” วัดฝีมือของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ถูกจับตาว่าจะใช้การทูตนำการทหาร จะเดินหมากอย่างไรในสถานการณ์ที่แหลมคมเช่นนี้
#ฮุนเซน #พื้นที่ทับซ้อน #ความมั่นคง #สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #ไทยกัมพูชา #การเมืองระหว่างประเทศ







