"น้ำท่วม น้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า" ท่อนเพลงลูกทุ่งคุ้นหูนี้อาจเคยให้ความรู้สึกปลอบใจว่าอย่างน้อยมีน้ำก็ยังดีกว่าแห้งแล้งจนเพาะปลูกไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงของยุคสมัยนี้ วิกฤตทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งรุนแรงขึ้นทุกวัน ล่าสุดวิกฤตที่หาดใหญ่หนักหนาสาหัสมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ในอดีต ปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้งเป็นวัฏจักรตามฤดูกาลที่พอจะรับมือได้ แต่วันนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงและเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซาก หรือความแห้งแล้งที่ยาวนานจนแหล่งน้ำธรรมชาติเหือดแห้ง การคาดการณ์สภาพอากาศทำได้ยากขึ้น ความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาคเกษตรกรรมทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี
สาเหตุหลักของปรากฏการณ์สุดขั้วเหล่านี้คือภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้วัฏจักรน้ำเปลี่ยนแปลงไป เราจะสังเกตได้ว่าฝนตกหนักขึ้นและบ่อยขึ้น แม้กระทั่งในฤดูหนาวและฤดูร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้การระเหยน้ำจากทะเลและแหล่งน้ำต่างๆ มีมากขึ้น บรรยากาศจึงกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น เมื่อเกิดฝนจึงกลายเป็นฝนที่รุนแรงและนำมาซึ่งน้ำท่วมฉับพลัน ช่วงแล้งยาวนานและร้อนจัด รูปแบบฝนที่แปรปรวนทำให้บางพื้นที่ฝนขาดช่วงนานกว่าปกติ นำไปสู่ความแห้งแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น
แต่การที่เราโทษว่าทุกอย่างเป็นเพราะโลกร้อนอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำแบบองค์รวม การปรับปรุงผังเมืองและการใช้ที่ดิน การลงทุนในพลังงานสะอาด รวมทั้งการให้ความรู้และการเตือนภัย การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน การปรับตัวอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนเท่านั้นที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตสองด้านที่โลกร้อนมอบให้ไปได้
#น้ำท่วมหาดใหญ่ #โลกร้อน #น้ำท่วมแล้ง #ภัยพิบัติไทย #สภาพอากาศสุดขั้ว #วิกฤตภูมิอากาศ #จัดการน้ำยั่งยืน








