ในยุคที่วงการ ละครโทรทัศน์ไทย เผชิญกับภาวะวิกฤต จากการที่ผู้ชมย้ายฐานไปรับชมคอนเทนต์ออนไลน์และซีรีส์ต่างชาติ คำกล่าวที่ว่า "คนดูข่าวมากกว่าละคร" จึงสะท้อนความเป็นจริงเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจสื่อได้อย่างชัดเจน เพราะรายการข่าวคือคอนเทนต์ไม่กี่ประเภทที่ยังคงดึงดูดผู้ชมให้ "ดูสด" หน้าจอทีวีได้เพื่อรักษาความอยู่รอดและเพิ่มเรตติ้ง
รายการข่าวจำนวนมากจึงได้ปรับกลยุทธ์เข้าสู่รูปแบบ "Infotainment" หรือ "ละครข่าว" ซึ่งคือการนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยใส่ สีสัน และ ความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แบบเดียวกับที่ใช้ในละคร
เหตุผลหลักที่ต้องปรับตัว คือการเอาชนะความท้าทายของยุคดิจิทัล หากข่าวถูกนำเสนอแบบเรียบง่าย ไม่น่าสนใจ ก็จะถูกเมินเฉยทันที การใช้เทคนิคการเล่าเรื่องที่เข้มข้น การตัดต่อที่รวดเร็ว และการสร้างบุคลิกผู้ประกาศให้เป็นเหมือน "ตัวละครหลัก" จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดผู้ชมให้เกิดความภักดีต่อช่อง
อย่างไรก็ตาม การสวมบทบาทเป็น "ละคร" ก็ย่อมนำมาซึ่ง ความเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของวารสารศาสตร์โดยตรง
ในแง่บวก กลยุทธ์นี้ช่วย ขยายฐานผู้ชม ทำให้คนกลุ่มใหม่เข้าถึงประเด็นสำคัญได้ง่ายขึ้น
แต่ในแง่ลบ การใส่สีสันที่มากเกินไปอาจทำให้เกิด ความบิดเบือนของข้อเท็จจริง ผู้ผลิตอาจเลือกเน้นนำเสนอความขัดแย้ง ความดราม่าส่วนตัว หรือข้อมูลที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง เพื่อให้เรื่อง "ขายได้" มากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง
หากไม่ระมัดระวัง ข่าวจะกลายเป็นเพียง "ความบันเทิง" ที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของสื่อลงไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น การอยู่รอดของสื่อโทรทัศน์ไทยจึงขึ้นอยู่กับการสร้าง สมดุลที่ลงตัว ระหว่างการเป็น Information (ข้อมูล) ที่ถูกต้อง กับ Entertainment (ความบันเทิง) ที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่การเปลี่ยนข่าวให้กลายเป็น Dramanews ที่เน้นเพียงกระแสและความเร้าใจแต่ขาดแก่นสาร
#Infotainment#เรตติ้งทีวี #ละครไทย #สื่อไทย








