ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "Money Laundering ปัญหาที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน" ความว่า เมื่อพูดถึง “การฟอกเงิน” หลายคนอาจนึกถึงเงินผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลที่ถูกโอนผ่านบัญชีหลายทอด หรือถูกเปลี่ยนเป็นบ้าน รถ ที่ดิน และทรัพย์สินราคาแพง เพื่อทำให้เงินที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายดูเสมือนเป็นเงินที่สะอาด แต่ในความเป็นจริง ปัญหาการฟอกเงินมีความหมายมากกว่านั้น เพราะ เงินคือเส้นเลือดของอาชญากรรม ตราบใดที่ผลประโยชน์จากยาเสพติด การฉ้อโกง อาชญากรรมออนไลน์ หรือการทุจริต ยังสามารถถูกนำกลับมาใช้ได้ อาชญากรรมเหล่านั้นก็ยังมีทุนสำหรับเติบโตต่อไป
ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสร้างกลไกทั้งด้านความผิดทางอาญาและการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่ว่า “เรามีกฎหมายเพียงพอหรือไม่” แต่คือ “เราบังคับใช้กฎหมายไปถึงใคร”
หากการปราบปรามหยุดอยู่เพียง “บัญชีม้า” คนรับโอนเงิน หรือผู้กระทำในระดับล่าง ขณะที่ผู้บงการ ผู้ได้รับประโยชน์ และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ถูกแตะต้อง การบังคับใช้กฎหมายก็อาจเป็นเพียงการตัดกิ่ง โดยปล่อยให้รากของปัญหายังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเงินผิดกฎหมายเชื่อมโยงกับการทุจริต อิทธิพล หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ปัญหาการฟอกเงินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็น บททดสอบว่าหลักนิติธรรมของประเทศเข้มแข็งเพียงใด
ในสหรัฐอเมริกา แนวคิดสำคัญประการหนึ่งของการต่อต้านการฟอกเงินคือการทำให้ “เส้นทางการเงิน” กลายเป็นพยานหลักฐาน กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินไว้โดยเฉพาะใน 18 U.S.C. §§ 1956 และ 1957 โดยเป็นบทบัญญัติ 2 มาตรา ที่ครอบคลุมธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีที่มีการทำธุรกรรมเพื่อปกปิดแหล่งที่มา ความเป็นเจ้าของ หรือการควบคุมทรัพย์สิน และยังสามารถใช้มาตรการริบทรัพย์ควบคู่กับการดำเนินคดีได้
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่าสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย “แรงกว่า” ไทยหรือไม่ แต่คือแนวคิดที่ว่า หากต้องการจัดการอาชญากรรมให้ถึงต้นตอ ต้องตามเงินให้ถึงคนที่ควบคุมเงิน เพราะเส้นทางการเงินสามารถพาเราเดินย้อนกลับจากผู้รับเงิน ไปสู่เครือข่าย ผู้บงการ และผู้ได้รับประโยชน์จากอาชญากรรม
สำหรับประเทศไทย การยกระดับการปราบปรามการฟอกเงินจึงไม่ควรหมายถึงการเพิ่มโทษหรือออกกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน ตรวจสอบทรัพย์สิน และติดตามความสัมพันธ์ของบุคคลในเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับสร้างระบบตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่โปร่งใสและเป็นอิสระ เพราะหากผู้มีอำนาจหรือผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสามารถอยู่เหนือการตรวจสอบได้ ต่อให้กฎหมายเขียนไว้ดีเพียงใด กฎหมายก็อาจเข้มแข็งเพียงบนหน้ากระดาษ
ท้ายที่สุด การฟอกเงินจึงเป็นเรื่องที่ใกล้กับ “หลักนิติธรรม” มากกว่าที่เราคิด เพราะหลักนิติธรรมมิได้หมายถึงเพียงการที่ประเทศมีกฎหมาย แต่หมายถึง การที่กฎหมายสามารถบังคับใช้กับทุกคนได้อย่างเสมอภาค ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเงิน มีอิทธิพล หรือมีอำนาจเพียงใด
บางครั้ง การตามจับอาชญากรอาจเริ่มต้นจากการตามหาว่า “ใครทำ” แต่การทำลายเครือข่ายอาชญากรรมให้ถึงราก อาจต้องเริ่มจากอีกคำถามหนึ่งว่า “เงินไปไหน และสุดท้ายใครได้ประโยชน์”
เพราะเมื่อเราตามเส้นทางของเงินได้ไกลพอ เราอาจไม่ได้พบเพียงที่มาของเงินผิดกฎหมาย แต่เราอาจพบ โครงสร้างของอำนาจที่ทำให้อาชญากรรมนั้นดำรงอยู่ได้ และนั่นคือจุดที่การปราบปรามการฟอกเงินจะเปลี่ยนจากการ “จับปลายเหตุ” ไปสู่การ “ตัดวงจรที่ต้นเหตุ” อย่างแท้จริง








