ปปง.เผยผลงานปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการกับทรัพย์สินคดีฟอกเงินรวมกว่า 67,364 ล้านบาท ยึด-อายัดกว่า 25,035 ล้านบาท พร้อมส่งคืนหรือชดใช้ผู้เสียหายกว่า 10,981 ล้าน
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) จัดงานเผยแพร่ผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงาน ปปง. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครบรอบ 27 ปี โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นประธานในพิธี และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวรายงาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ภายในงานฯ มีการมอบรางวัลพนักงานเจ้าหน้าที่ ปปง. ดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 10 รางวัล และรางวัลผู้สนับสนุนสำนักงาน ปปง. ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 14 รางวัล และการนำเสนอผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงาน ปปง. ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลสู่ภารกิจสำนักงาน ปปง. โดยมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมการฟอกเงินที่บั่นทอนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้
1.การแก้ไขกฎหมายและออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดการกับอาชญากรฟอกเงินได้มากขึ้นตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น
• ระเบียบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดำเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงาน ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2568 เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ทันสมัย ครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน
• ประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (Politically Exposed Persons-PEPs) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นมาตรการป้องกันมิให้ ระบบการเงินของประเทศถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเสริมสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้าน AML/CFT
• กฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ซึ่งออกตามความในพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเร่งเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการนำเงินที่ถูกยึด อายัด หรือระงับไว้ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปคืนให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
2.บูรณาการงานข่าวกรองทางการเงินอย่างเข้มข้น เพื่อหาร่องรอยที่ซ่อนอยู่ ในธุรกรรมที่ซับซ้อน โดย
• ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงินตามที่หน่วยงานร้องขอ รวมทั้งการวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงินเชิงรุก และจัดทำรายงานการวิเคราะห์รายงานธุรกรรมทางการเงินเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
• แลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินการกับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ
• มอบหมายผู้แทน/บุคลากรให้ร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงานของหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินการและยกระดับ การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ
• การสนับสนุนการบูรณาการตรวจค้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง เป็นต้น
3.ส่งเสริมการบูรณาการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในการเป็นภาคีเครือข่ายการดำเนินงานให้ทันต่อแนวโน้มการกระทำความผิดมูลฐานต่าง ๆ โดย
• จัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding-MOU) และบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในการประสานงานและ การดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ ได้แก่
(1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
(2) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee)
(3) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน
(4) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
(5) หลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ
(6) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูลขายทรัพย์สินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
(7) บันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน เพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(8) บันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายกับหน่วยข่าวกรองทางการเงินแห่งรัฐสุลต่านโอมาน
• จัดโครงการสัมมนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล กลุ่มผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเสี่ยงในพื้นที่ เป็นต้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน
• การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายให้แก่กลุ่มภาคีเครือข่าย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักศึกษา และพระภิกษุ เป็นต้น จำนวน 9 ครั้ง ในพื้นที่ทั่วประเทศ และมีผู้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 1,181 คน
• จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ภาคประชาชนให้มีบทบาทในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน ในการยกระดับศักยภาพ ของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้เชื่อมโยงการประสานงานกับชุมชน ผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั่วประเทศ
4.ใช้กลไกทางกฎหมายในการดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด และผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เพื่อตัดวงจรเงินผิดกฎหมายไม่ให้ย้อนกลับไปสนับสนุนอาชญากรรม โดยดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่ากว่า 67,364 ล้านบาท (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2568 – สิงหาคม 2569) ดังนี้
4.1 ยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 25,035 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับความผิดมูลฐาน ฉ้อโกงประชาชน พนันออนไลน์ การเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ค้ามนุษย์ และยาเสพติด เป็นต้น โดยมีรายคดีสำคัญ เช่น
• รายคดี นายบุญ กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 404 ล้านบาท
• รายคดี นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 345.98 ล้านบาท
• รายคดี พระราชวิสุทธิประชานาท หรือนายอลงกต กับพวก ยึดทรัพย์สิน จำนวน 60.97 ล้านบาท
• รายคดี พระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม) กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 89 ล้านบาท
• รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 135 ล้านบาท
• รายคดี นายก๊ก อาน (KOK AN) กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 468 ล้านบาท
• รายคดี บริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 266 ล้านบาท
• รายคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 251 ล้านบาท
• รายคดี กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ฯ (นายชนนพัฒฐ์ กับพวก) ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 12 ล้านบาท
• รายคดี นางสาวแตงไทย กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยา MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียา กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 20,288 ล้านบาท
ในคดีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือความผิดที่มีผู้เสียหายนั้น สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายต่อไปด้วย
4.2 ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 27,349 ล้านบาท
4.3 ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย รวมมูลค่ากว่า 10,981 ล้านบาท
4.4 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) รวมมูลค่ากว่า 3,999 ล้านบาท
5.การบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้จากการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ดำเนินการเก็บรักษาและบริหารจัดการทรัพย์สินตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย
• ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สิน จำนวน 37 ครั้ง ขายทรัพย์สินได้จำนวน 2,308 รายการ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 543 ล้านบาท
• นำทรัพย์สินส่งคืนเจ้าของและผู้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่นำส่งจำนวน 5,627 ล้านบาท
• นำทรัพย์สินที่ศาลสั่งตกเป็นของแผ่นดิน และนำส่งกระทรวงการคลัง รวมมูลค่าทรัพย์สิน 723 ล้านบาท
6.ผลักดันการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ รัฐบาลได้แสดงความมุ่งมั่นในการยกระดับการดำเนินงานของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงของ FATF ที่เน้นการประเมินความสอดคล้องด้านกรอบกฎหมาย จำนวน 40 ข้อ และด้านประสิทธิผล จำนวน 11 ด้าน จากการประเมินและขอยกระดับ ที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการประเมินด้านกรอบกฎหมายแล้ว 33 ข้อ จาก 40 ข้อ และด้านประสิทธิผล 4 ด้าน จาก 11 ด้าน และในปี 2571 ประเทศไทยจะเข้ารับการประเมินฯ รอบที่ 5 โดยสำนักงาน ปปง. ได้ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจเรื่องการประเมินแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมร่วมกันวิเคราะห์ข้อบกพร่องและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพราะความสำเร็จของการประเมินไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมก้าวสู่การประเมินในปี 2571 ต่อไป
7.การดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยมีการประกาศร








