บรรดานักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ทางการเมือง ที่เคยตกติดคดีความทางการเมือง ต่างถูกปลดพันธนาการ กันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดวันที่ 23 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 " อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.นี้เป็นต้นไป
โดยพ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อบังคับใช้แล้ว จะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมืองตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี วันที่ 1 ม.ค. 2548 ไปจนถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 เพื่อ ยุติความขัดแย้งทางการเมือง และเปิดทางให้ประเทศเดินหน้าสู่สังคมที่สงบสุข นั่นคือการเข้าสู่โหมดของการ “สลายสีเสื้อ” เพื่อให้สังคมไปต่อ
ล่าสุด “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” อดีตแกนนำกปปส. โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากนี้พร้อมเริ่มต้นบทใหม่ ไม่ขอจดจำความขมขื่นในอดีต และย้ำว่า ยืนยันอุดมการณ์เดิม โดยพุทธิพงษ์ คือหนึ่งในแกนนำม็อบเสื้อหลากสี ร่วมกับ “กำนันสุเทพ” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส.
พากันเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มชุมนุมในช่วงปลายปี พ.ศ. 2556 ยืดเยื้อข้ามปีไปจนถึงกลางปี พ.ศ. 2557 รวมระยะเวลา 204 วัน ก่อนยุติลงหลังการรัฐประหาร
แน่นอนว่านอกจากม็อบเสื้อหลากสี ที่นำโดยกำนันสุเทพแล้ว ที่จะได้รับอานิสงน์ จากพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้ยังมีม็อบเสื้อแดง หรือม็อบนปช. ชุมนุมใน ปี 2552-2553 , ม็อบเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และม็อบกลุ่มราษฎร นักเรียนนักศึกษา กิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 2563 สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เคยมีคดีทางการเมือง จากการชุมนุมเคลื่อนไหว โดยไม่รวมเอาคดีความผิดในม.112 และคดีทุจริต ดังนั้น จึงชัดเจนว่า ผู้ต้องหา ในคดีม.112 จึงไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ ทำให้ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” จากไอลอว์ ระบุว่า เขาเองไม่ได้ยินดีกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมไปถึง ความผิดในมาตรา 112 เหมือนกับว่ากีดกันคนบางกลุ่มออกจากสังคมสันติสุข ตามเป้าหมายของการออกกฎหมายนี้
การได้รับอานิสงน์ จากพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครั้งนี้ จะสร้างความสันติสุข ลดความขัดแย้งทางการเมืองสำหรับกลุ่มการเมืองที่เคยอยู่ในแต่ละเสื้อสีได้หรือไม่ก็ตามยังเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา แต่อย่างน้อยที่สุดภาพที่เกิดขึ้นในสังคม ระยะหลัง นั่นคือบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองที่เคยเข้มข้น รุนแรงได้ลดลง
และจากนี้จะเป็นการเปิดประตู ให้กับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีรายงานว่า “หลายคน” เตรียมกลับมาเล่นการเมือง แทนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน โดยเฉพาะในการเลือกตั้งรอบหน้า มีการหมายตา วางแผนการเล่นเอาไว้แล้วว่า จะไปอยู่พรรคการเมืองใด โดยเฉพาะบรรดาอดีตแกนนำม็อบเสื้อแดง ม็อบนปช.
ขณะที่แกนนำ นักเคลื่อนไหวอีกหลายคน ที่อยู่ในวัยร่วงโรย โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ หรือม็อบเสื้อเหลือง คงไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก
แต่ที่น่าสนใจ นั่นคือในปีกของ อดีตนักเคลื่อนไหวม็อบราษฎร ฝั่งเสรีนิยมประชาธิปไตย ที่มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกับ พรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ในปัจจุบัน ที่อยู่ในข่ายได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่หากจะให้ออกมาเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง ก็ดูจะเป็นไปได้ยาก
ส่วนนักกิจกรรม และผู้ต้องหาคดีม.112 เองที่ตกขบวนรถไฟสายนิรโทษกรรม ทั้งที่ยังรับโทษอยู่ในเรือนจำ และมีจำนวนไม่น้อยที่หนีออกไปอยู่ต่างประเทศ แม้แนวคิดยังมีอยู่ แต่กลับอ่อนแรงเต็มที เช่นเดียวกับ พรรคประชาชนเองที่แม้สส.ในพรรค พวกเขาจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลภูมิใจไทย อย่างหนักหน่วง แต่หลายคนต่างรู้ดีว่า การดำรงอยู่ในตอนนี้คือการประคับประคองตัว เพราะยังมีคดีอดีต44 ก้าวไกล รอพิจารณาอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพรรค ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม
การกลับมาของนักการเมืองที่เคยเป็นแกนนำกลุ่มการเมือง สารพัดเสื้อสี จะทำให้สนามเลือกตั้งรอบหน้า กลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่ คือปรากฎการณ์ทางการเมืองที่ยังต้องติดตาม !








