ดีลพิสดาร ผ่านสูตรลับ สลับข้าง ดูจะเป็นไปได้ยากในเวลานี้ เมื่อบรรดาแต่ละพรรคการเมือง ต่างอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ยังไม่พร้อม เข้าสู่โหมด “รบแตกหัก” เมื่อโมงยามทางการเมือง ณ เวลานี้เป็นเวทีของ “พรรคสีน้ำเงิน” ได้รับโอกาสให้ โลดแล่น ในฐานะ “ตัวเลือก” ของฝั่งอนุรักษ์นิยม
ล่าสุดมีเสียงเชียร์จาก “ จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน หวังให้ “แดง” รวมกับ “เขียว” เพื่อ คว่ำสีน้ำเงิน อย่างภูมิใจไทย แล้วผลักดัน “ดร.เขน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษาฯ ขึ้นเป็น “นายกฯคนใหม่” พร้อมทั้งกางตัวเลข 2 พรรครวมกันจะได้สส.132 เสียง ขยับขึ้นมาเป็นพรรคอันดับสอง แล้วค่อยไปดึง พรรคประชาชน เข้ามาร่วมในสมการนี้
แน่นอนว่า ข้อเสนอของจตุพร เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะในสถานการณ์เวลานี้ พรรคเพื่อไทย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง “เล่นเกมเร็ว” เปิดตัวขอชิงเก้าอี้นายกฯ เนื่องจาก ยศชนัน เองยังไม่มีความสุกงอมทางการเมืองมากพอ
และหากจับอาการของพรรคเพื่อไทย จะพบว่า ค่ายสีแดง เลือกที่จะ “หลีก” ไม่ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมสส.อุดรธานี เขต 3 เพื่อรักษาไมตรีกับพรรคภูมิใจไทย โดยย่อมประเมินแล้วว่า ได้ไม่คุ้มเสีย
หรือการที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำทางจิตวิญญาณของเพื่อไทย เพิ่งออกมาโชว์วิสัยทัศน์ ไปล่าสุด ก็ย่อมไม่ได้หมายความว่าเป็นความจงใจ “ชิงซีน” กับนายกฯอนุทิน เพียงแต่การแสดงให้เห็น “บารมี” ที่ยังมีอยู่ในตัวเอง เท่านั้น
โจทย์ข้อยากของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล วันนี้ คือการถูกท้าทายด้วย “คดีฮั้วสว.” ที่หลายฝ่ายกำลังรอลุ้นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้ขาดออกมาทางไหน เพราะแม้จะไม่สาวถึง “บิ๊กเนม” ในพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้หมายความจะลดทอน หรือหักล้าง ข้อกล่าวหา จากฝ่ายค้าน และมติของอนุกรรมการฯ กกต.ชุดที่ 26 ซึ่งเคยชี้ว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วสว.
แม้ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยืนยันช้ามประเทศว่า รัฐบาลคือฝ่ายบริหาร จะไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างไร เพราะการเลือกสว.เป็นเรื่องของวุฒิสภา 1 ในเสาหลัก ของบ้านเมืองที่ต่างไม่ก้าวก่ายต่อกัน โดยนายกฯ อนุทิน ใช้คำว่า “รังเกียจ” หากมีการฮั้วสว.เกิดขึ้นจริง !
ประเด็นปัญหาว่าด้วยคดีฮั้วสว. ทุกคนย่อมประเมินได้ว่า เป็นเรื่องที่ลดทอนและกระทบต่อเครดิตของพรรคภูมิใจไทย มากที่สุด ไม่ว่า มติของกกต. ในสิ้นเดือนส.ค.นี้จะออกมาทางใดก็ตาม และยังชัดเจนด้วยว่า นายกฯอนุทิน เองกำลังแบกรับกับแรงเสียดทานและทุกคำถามที่เกิดขึ้น
ลำพังเรทติ้งของรัฐบาลและตัวนายกฯอนุทิน เอง ในห้วง หลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจนัก แต่ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มีความจำเป็นที่จะต้อง “ตรึงกำลัง” ให้พรรคเอาไว้ให้ได้มากที่สุด และนี่อาจเป็น “โจทย์ยาก” สำหรับเจ้าของพรรคตัวจริง อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
หลังจากที่ปั้น อนุทิน ให้ได้เป็นนายกฯ มากับมือ แต่เมื่อนั่งบริหารงานไปแล้วยังไม่ถึง ครึ่งปี ปรากฏว่า อนุทิน อยู่ในสภาพที่รับแรงปะทะ ไปพร้อมๆกับ “คะแนนนิยม” ที่ดิ่งลง ขณะเดียวกัน ยังกลายเป็นว่า ความเคลื่อนไหวจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลายกระทรวง ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มาจาก “สายตรงบุรีรัมย์” แทบทั้งสิ้น จากเดิมบริหารจัดการให้สิงห์มหาดไทย กลายเป็นสิงห์สีน้ำเงิน ไปแล้ว
ทั้งการแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เพราะฉันทานนท์ เคยเป็นอดีตคณะทำงาน ของเนวิน และเมื่อย้อนกลับไป ก่อนหน้านี้ มติครม. เพิ่งไฟเขียว เคาะ “ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ก็รายงานว่าเป็นสายตรงจากบุรีรัมย์ โดยเฉพาะ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย
ทุกความได้เปรียบที่อยู่ในมือพรรคสีน้ำเงิน และเจ้าของพรรคตัวจริง ดูเหมือนว่ายังมาไม่สามารถ การันตีได้ว่า รัฐบาลของ นายกฯอนุทิน จะมีเสถียรภาพมากพอ ลากยาวกันไปจนครบเทอม 4 ปี โจทย์ของผู้นำทางจิตวิญญาณ ของพรรคจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะยิ่งอยู่นาน “คะแนนนิยม” และเครดิตของนายกฯที่ปั้นมากับมือ อยู่ในสภาพที่เหมือน นักมวยขึ้นชก จนบอบช้ำ ต้องลุ้นว่าจะยืนระยะต่อจนครบ 3 ยกหรือไม่








