ทวี สุรฤทธิกุล
“บอกบุญ” คือชี้ทางออก ส่วน “เจ้าคุณเนฯ” น่าจะเป็น “ผู้วิเศษ” คนหนึ่งในภาคอีสาน ที่กำลังเป็น “เป้าสังคม” ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องร้าย ๆ ของการเมืองไทยหลายเรื่อง
ผู้เขียนรู้จักเจ้าคุณเนฯมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ว่าไปแล้วตอนนั้นเขาก็น่าจะยังเป็นแค่ “สามเณร” และยังเป็น “ผู้บริสุทธิ์ทางการเมือง” คือยังไม่มีราคีมัวหมองอันใด
ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดหนึ่งที่ภาคอิสาน คุณชัย ชิดชอบ ส.ส.จังหวัดสุรินทร์ของพรรคกิจสังคม ได้มาต้อนรับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรค แล้วเรียนเชิญให้ท่านหัวหน้าพรรคไปเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงกุ้งของคุณชัยที่เป็นทางผ่าน พร้อมกับจะเลี้ยงมื้อกลางวันด้วยกุ้งเผาที่จับจากฟาร์มนั้นด้วย
พอไปถึงฟาร์มกุ้งเนื้อที่กว่าร้อยไร่ คุณชัยก็พาคณะของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ซึ่งมีผู้เขียนในฐานะเลขานุการของท่านติดตามไปด้วยคนหนึ่ง ไปนั่งพักที่บนกระท่อมกลางฟาร์ม ริมบ่อกุ้งขนาดใหญ่บ่อหนึ่ง ในบ่อนั้นมีคนหนุ่มสัก 5 - 6 คน กำลังลากอวนล้อมกุ้งเข้ามาที่ขอบบ่อข้างกระท่อมนั้น แต่ละคนเปลือยท่อนบน โพกหัวด้วยผ้าขาวม้า ช่วงล่างนุ่งผ้าขาวม้าหยักรั้งทะมัดมะแมง ตัวดำเมี่ยม แดดแรงจัด ร้อนเปรี้ยง พอยกอวนนั้นขึ้นมาก็เห็นกุ้งก้ามกรามตัวโต ๆ กระโดดโหยงเหยงนับเป็นร้อย ๆ ตัว แล้วคนหนุ่มคนหนึ่ง ตัวดำ ๆ ผอม สูงโย่ง แขนขายาวเก้งก้าง ก็หอบกุ้งสักสิบตัวใส่กะละมังอลูมิเนียมเดินขึ้นมาที่กระท่อม
พอมาถึงตรงหน้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ คนหนุ่มคนนั้นก็วางกะละมังลงข้างตัว ยกมือพนมเหมือนจะกราบพระ คุณชัยจึงแนะนำว่า “นี่ลูกชายผมครับ เนวิน” ท่านอาจารย์จะทักทายตอบว่าอย่างไรผู้เขียนก็ได้ยินไม่ถนัด แต่ได้ยินคุณชัยพูดต่อมาว่า “ผมจะให้เขาเป็น ส.ส.สุรินทร์ต่อไป” ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ให้พรตามสมควร ในทำนองแบบผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป คือ ขอให้เจริญรุ่งเรือง เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล อะไรทำนองนี้
นั่นคือภาพแรกที่ผมจดจำได้เกี่ยวกับเจ้าคุณเนฯ จนมาพบ “ตัวเป็น ๆ” อีกครั้งใน พ.ศ. 2538 ซึ่งเจ้าคุณเนฯได้เป็น ส.ส.สุรินทร์แล้ว โดยกำลังเป็นนักการเมืองดาวรุ่ง เป็นแกนนำกลุ่ม ส.ส.รุ่นใหม่ที่สื่อมวลชนเรียกว่า “กลุ่ม 16” คือมีสมาชิกที่เป็น ส.ส.รุ่นใหม่มารวมกันจำนวน 16 คน ส่วนผู้เขียนตอนนั้นเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่กำลังประสบภัยจากการไปงัดข้อกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย จึงขอไปลี้ภัยอยู่ข้างนอก โดยไปขอให้พี่ไพโรจน์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเป็น ส.ส.ในกลุ่ม 16 ด้วยคนหนึ่ง ขอตัวผู้เขียนไปช่วยราชการที่กระทรวงพาณิชย์ พี่ไพโรจน์นี้เป็น “ท.ส.” หรือคนสนิทของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นโขนธรรมศาสตร์รุ่นแรก ๆ และในสมัยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2518 พี่ไพโรจน์ก็ถูกเรียกตัวไปช่วยราชการ จากที่กำลังเป็นปลัดอำเภอในกระทรวงมหาดไทย ให้ไปนั่งอยู่หน้าห้องนายกรัฐมนตรี เราจึงเป็น “เด็กสวนพลู” เหมือนกัน ซึ่งพอผู้เขียนได้ไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ก็เคยติดตามพี่ไพโรจน์ไปประชุมกลุ่ม 16 บ้าง จึงได้ทราบว่าเจ้าคุณเนฯนี้มีอิทธิพลและกำลังเจริญก้าวหน้าทางการเมืองจริง ๆ
ส.ส. กลุ่ม 16 คือ ส.ส.ที่มารวมตัวกันหลังการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2535 ส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส.ในพรรคฝ่ายค้าน และหลาย ๆ คนก็เป็นลูกหลานหรือเชื้อแถวของ ส.ส.เก่ากับนักการเมืองใหญ่ ๆ (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าคือพวก “ลูกเทพ” นั้นก็ได้) มาโด่งดังเอามาก ๆ ในกรณีการทุจริตที่ดิน สปก. ในรัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนากรัฐมนตรี เพราะมีหลักฐานว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำที่ดิน สปก.ไปเอื้อประโยชน์ให้นายทุนในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งบางคนมีนามสกุลเกี่ยวข้องกับนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ที่สุดนายสุเทพต้องลาออกจากรัฐมนตรี ในวันที่ 7 ธันวาคม 2537 ก่อนที่จะมีการนำเสนอเป็นญัตติซักฟอกเข้าสู่สภา
แต่เรื่องก็ไม่จบ เพราะพอถึงเดือนพฤษภาคม 2538 ฝ่ายค้านที่มี ส.ส.ในกลุ่ม 16 นี้ด้วย ได้ยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยกรณีทุจริต สปก.นี้จนได้ การอภิปรายเป็นไปอย่างอย่างดุเดือด โดย ส.ส.ในกลุ่ม 16 ลุกขึ้นอภิปรายหลายคน รวมถึงเจ้าคุณเนฯ ก็ร่วมอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนด้วย ทว่ารัฐบาลก็ชิงยุบสภาก่อนที่จะมีการลงมติ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกรกฎาคม แล้ว ส.ส.ในกลุ่ม 16 นี้ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่อีกหลายคน รวมถึงที่มี ส.ส.คนรุ่นใหม่มาร่วมด้วยอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ “อานุภาพ” ของ ส.ส.กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะสามารถได้เข้าร่วมรัฐบาลและเป็นรัฐมนตรีกันหลายคน โดยตัวเจ้าคุณเนฯได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดูแล “ถุงเงินถุงทอง” ของกลุ่มนั่นเอง
ส.ส.ในกลุ่มนี้เจริญเติบโตมาโดยลำดับ โดยเฉพาะตัวเจ้าคุณเนฯก็สั่งสมบารมีไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยได้ชื่อว่าเป็น “มหามิตร - ซี้ปึ้ก” กับอดีตนักโทษชายคนนี้เป็นอย่างมาก บ้างก็เชื่อว่าทั้งสองคนนี้ร่วมกัน “ทำมาหากิน” กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ จนถึงเกิดกรณีที่นายทักษิณต้องต้องระเห็จไปอยู่ในต่างแดนเพราะ “อภิมหาชั่ว” ต่าง ๆ แต่เจ้าคุณเนฯก็ไม่ได้ตกต่ำไปด้วย
ทั้งยัง “ดังสุด ๆ” อีกครั้งก็ในคราวที่มาสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนธันวาคม 2551 ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีคนก่อน คือนายสมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไปรับจ้างทำอาหารออกรายการทีวี โดยมีภาพที่คอการเมืองให้คำบรรยายว่า “อุบาทว์มาก ๆ” คือภาพที่เจ้าคุณเนฯไปโอบเอวนายอภิสิทธิ์ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลในครั้ง หรือ “ภาพงูเห่าภาค 2”
เชื่อกันว่าเจ้าคุณเนฯได้เติบโตเป็น “ผู้มากบารมีทางการเมือง” คนใหม่ก็ในสมัยนี้ ด้วยการช่วยให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลและค้ำจุนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์นั้น ภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยที่เลวร้ายของ “สงครามสีเสื้อ” นั่นก็คือระหว่างพวก “เสื้อแดง” ของอดีต นช.ทักษิณ กับพวก”เสื้อเหลือง” ของ “เหล่าอำมาตย์” ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 โดยเจ้าคุณเนฯก่อนนั้นก็เคยเป็นแกนนำคนสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง พอมาอยู่กับนายอภิสิทธิ์ก็เลยถูกคนเสื้อแดงหมายหัว กลายเป็นศัตรูคนสำคัญ แต่จะด้วยสติปัญญาหรือนิสัยส่วนตัวของเจ้าคุณเนฯที่เป็นคนสู้ไม่ถอยก็ตามที เขาก็สร้าง “คนเสื้อน้ำเงิน” ขึ้นมาพิทักษ์นายกฯอภิสิทธิ์ และกลายเป็นกลุ่มมวลชนที่สำคัญในยุคใหม่ รวมถึงที่ได้กลายเป็นสีประจำของระบอบใหม่ที่ก่อตัวขึ้นอย่าน่ากลัว นั่นก็คือ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่จะต้องขอยกยอดไปอธิบายเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า
การ “บอกบุญเจ้าคุณเนฯ” ในครั้งนี้ บางทีอาจจะสายเกินไป แต่ถ้าไม่มีใครพูดใครเตือนเสียบ้าง บางทีเพื่อนเก่าที่เราเคยรู้จักกันมาหลายสิบปี ก็อาจจะ “เสียผู้เสียคน” ไปมากกว่านี้
เขียนมาไม่ใช่เพื่อ “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ” เพียงแต่อยากทำให้ประเทศไทยนี้ “น่าอยู่” ยิ่งขึ้น !








