สมรภูมิการเลือกตั้งท้องถิ่นของจังหวัดนนทบุรีกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบสังหาร “พ.ต.อ. ธงชัย เย็นประเสริฐ” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี ผู้กุมอำนาจมายาวนานกว่า 20 ปี
ภาวะสุญญากาศทางอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ "กลุ่มผึ้งหลวง" ต้องเร่งจัดทัพใหม่เพื่อป้องกันแชมป์ และชื่อของ "นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ" ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนในการสู้ศึกครั้งนี้
1. จากวิศวกร สู่สังเวียนการเมือง
“นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ” คือชาวนนทบุรีโดยกำเนิด ผู้เป็นบุตรชายของ “ณรงค์ เย็นประเสริฐ” อดีต ส.อบจ. นนทบุรี และมีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ ๆ ของ “พ.ต.อ. ธงชัย” โดยเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ก่อนหน้าที่จะเบนเข็มเข้าสู่การเมือง “นฤพนธ์” เติบโตในโลกธุรกิจภาคเอกชน โดยดำรงตำแหน่งวิศวกรและผู้บริหารระดับสูงในบริษัทมหาชน อย่าง บริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) มาอย่างยาวนาน
การมีฐานะที่มั่นคงและประวัติการเติบโตในภาคธุรกิจ กลายเป็นจุดแข็งที่แกนนำกลุ่มผึ้งหลวงเชื่อมั่นว่าจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน ว่าเขามีวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เพียบพร้อมในการเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม
2. ภารกิจสานต่ออำนาจ
การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตของ “นฤพนธ์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในตอนแรกกลุ่มผึ้งหลวงมีความพยายามที่จะผลักดัน “พรรษพร เย็นประเสริฐ” บุตรสาวของ “พ.ต.อ. ธงชัย” ขึ้นเป็นตัวแทน แต่เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครอย่างเร่งด่วน
มติที่ตกลงเลือกนฤพนธ์ในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญใช้ความผูกพันทางสายเลือดของ "ตระกูลเย็นประเสริฐ" ในการร้อยรัดเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนนในทั้ง 36 เขตเลือกตั้งไม่ให้แตกฉานซ่านเซ็นไปอยู่กับขั้วการเมืองอื่น
3. สานต่องานที่ค้างคา กับจุดยืน "ไม่ได้มาเล่น ๆ"
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม “นฤพนธ์” เดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นคนแรกและได้หมายเลข 1 ไปครอบครอง เขาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจลงสนามครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาสานต่องานของอาที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษาที่อดีตนายก อบจ.นนทบุรี วางรากฐานไว้เป็นอย่างดี รวมถึงงานด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม
แม้ระยะเวลาหาเสียงจะกระชั้นชิด แต่เขายืนยันว่าไม่หนักใจ เพราะเชื่อมั่นในความพร้อมและความสามัคคีของทีมงานกลุ่มผึ้งหลวง พร้อมย้ำกับประชาชนว่า การอาสาเข้ามาทำงานครั้งนี้ "ไม่ได้มาเล่น ๆ"
4. "บ้านใหญ่" ปะทะ "คลื่นอุดมการณ์"
การเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายน 2569 ไม่ใช่แค่การชิงเก้าอี้ผู้บริหาร แต่คือการปะทะกันของสองกระบวนทัศน์ “นฤพนธ์” ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง “เดชรัต สุขกำเนิด” อดีตนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่ลงสมัครในนามพรรคประชาชน
สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ พฤติกรรมการลงคะแนนของชาวนนทบุรีมีความซับซ้อน แม้ในการเลือกตั้งระดับชาติ พรรคค่ายสีส้มจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ได้ครบทั้ง 8 เขต ทว่าในสนามท้องถิ่น วิถีชีวิตและระบบอุปถัมภ์ที่ผูกพันกับกลุ่มบ้านใหญ่ยังคงเหนียวแน่น และมีกลิ่นอายความเป็นชุมชนริมน้ำที่พรรคการเมืองระดับชาติยังเจาะทะลวงได้ยาก
ชัยชนะในศึกครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่า “นฤพนธ์” ในฐานะผู้บริหารสายวิศวะ จะสามารถผสานทักษะการทำงานแบบองค์กรเอกชนเข้ากับกลไกเครือข่ายหัวคะแนนดั้งเดิม เพื่อเป็นกำแพงต้านทานคลื่นความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
นี่คือบททดสอบสำคัญที่จะชี้ขาดว่า "กลุ่มผึ้งหลวง" จะยังคงรักษาสมดุลอำนาจของเมืองนนท์ต่อไป หรือถึงเวลาที่กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะพัดพากลุ่มอำนาจใหม่เข้ามาแทนที่ ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








