หลังจากลากยาวกันมาถึง 2ปี 2เดือน จนทำให้ “คดีฮั้วสว.” กลายเป็น “มหากาพย์” แต่เมื่อวันนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศแล้วว่า คดีจะจบภายในสิ้นเดือนส.ค.69 นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจึงกลายเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “แรงกระทุ้ง” พุ่งไปที่ กกต. ว่าคดีนี้จะจบแบบไหน และ จะ “สาว” ไปถึง “ใคร” ได้บ้าง ?
พรรคฝ่ายค้าน ทั้ง พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับภาคประชาชน กลายเป็น “แนวร่วม” ปีกหนึ่ง ที่เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น
โดยจี้ให้กกต.ต้องมีมติเอาผิดกับ “ขบวนการ” ที่มีหลักฐานชี้ว่า เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับการฮั้วเลือกสว.เมื่อปี 2567 ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่การจับได้แค่ “ปลาตัวเล็ก” ส่วน “ตัวใหญ่” ลอยนวล โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ตามที่ฝ่ายค้านจัดเวทีสัมมนาเปิดตัวพยาน และหลักฐานต่างๆอย่างต่อเนื่อง
กกต.วันนี้เหมือนอยู่ในสภาพ “หนังหน้าไฟ” และกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เมื่อต้องอยู่ในฐานะผู้พิจารณาคำร้อง และต้องมีมติชี้ขาดออกมาว่า กรณีฮั้วเลือกสว.เมื่อปี 2567 จะต้องมีมากกว่าที่เคยเป็นข่าวไปแล้ว รวมทั้งกกต.จะต้องส่งเรื่องไปยัง ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ไม่ใช่ ”ปิดจบ” เอาผิดเพียงคนไม่กี่ราย
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลากระชั้นเข้ามา ใกล้ถึงเดดไลน์ สิ้นเดือนส.ค. ความไม่เชื่อใจจากฝ่ายค้านและภาคประชาชนยิ่งทวีมากขึ้น เพราะล่าสุด เฉพาะวันนี้ (19 ส.ค.69)มีกลุ่มมวลชน คปท. , กลุ่มสว.สำรอง และ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท เดินทางไปที่สำนักงานกกต.เพื่อกดดันและเรียกร้องให้กกต. ต้องเอาผิดผู้ถูกร้อง ทั้ง 229 ราย พ่วงด้วย 138 สว.ชุดปัจจุบัน และบิ๊กเนมในพรรคภูมิใจไทยเอง
กกต.กำลังยืนอยู่บนความกดดันไม่น้อย เพราะคดีฮั้วสว. ที่ฝ่ายตรงข้ามพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่หวังให้กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่อย่าลืมว่า ผลจากคดีนี้ ยังจะสามารถนำไปสู่เรื่องของการ “ยุบพรรค” ตามมาได้อีก หากพบว่ามีการให้เงิน หรือเส้นเงินพัวพันไปถึง กรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน จริงตามที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานมาก่อนนี้
ขณะนี้หลายฝ่ายประเมินว่า มติของกกต.ที่จะออกมาในสิ้นเดือนนี้ น่าจะออกมาได้ 3ทาง โดย “เทพไท เสนพงษ์” นักวิเคราะห์การเมือง คือ 1.มติคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดจบ มีมติหักดิบ ไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีโกงสว.หรือฮั้วสว.เลย
2.มติกกต.อาจจะส่งบางส่วน และยกคำร้องบางส่วน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่พบกันครึ่งทาง เมื่อสังคมกดดันหรือเรียกร้องให้กกต.ส่งคำร้องทั้งหมด ไปยังศาลฎีกา แผนกเลือกตั้ง
และ 3.มติกกต.สั่งฟ้องทั้งหมด ไม่ต้องการเป็นประเด็นปัญหา หรือถือเผือกร้อนอยู่ในมือ ก็โยนเผือกร้อนให้กับศาลฎีกา แผนกเลือกตั้งทั้งหมดไปพิจารณาเอง เพราะศาลฎีกาเป็นองค์กรที่ประชาชนทุกภาคส่วนให้ความเชื่อถือ
เทพไท ประเมินว่ากกต.จะเลือกทางที่ 3 คือการ โยนเผือกร้อนทั้งหมดไปให้ศาลฎีกา แทนเพื่อให้ชี้ขาด เนื่องจากไม่ต้องการ “หัก” กับฝ่ายการเมือง ขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ต้องการเป็น “แพะบูชายันต์” เพราะหากไม่ส่งเรื่องไปศาลฎีกา ก็จะโดนฝ่ายค้านและแนวร่วมภาคประชาชน ฟ้องเอาผิดในมาตรา 157 ข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีโทษจำคุก หวั่นจะไปซ้ำรอยกับ “อดีตกกต.” ในอดีต ตามมา
ทั้งนี้ การที่กกต.เลือกส่งเผือกร้อนไปยังศาลฎีกา ฯ ขึ้นมาจริงๆ เท่ากับว่า การพิจารณาชี้ขาด ไปอยู่ในมือ อยู่ในอำนาจของศาลฎีกา ให้ไป “ตายเอาดาบหน้า” ทั้งหมดกันเอาเอง
นาทีนี้ จึงไม่แปลกที่ถนนแห่งความวุ่นวายทุกสายจะวิ่งที่ไปกกต. เพราะเรื่องนี้ “ผลลัพธ์” ที่จะตามมา ไม่ว่ามติกกกต.จะออกมาทางไหน ก็ต้องมีเจ็บ มีตายกันบ้างอยู่ดี !








