การเปิดตัว “เดชรัต สุขกำเนิด” เป็นผู้สมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีของพรรคประชาชน น่าสนใจตรงที่เขาไม่เคยเป็น สส. และไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน แต่กลับมีบทบาทสำคัญในงานนโยบายของพรรคมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ. นนทบุรี
เส้นทางจากนักวิชาการ สู่นักออกแบบนโยบาย และผู้บริหารพรรค ก่อนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ และนำไปสู่คำถามที่ว่า “อะไรคือเหตุผลที่พรรคประชาชนเลือกเดชรัตลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่นนนทบุรี และประสบการณ์ที่สั่งสมจากงานด้านนโยบาย จะเพียงพอสำหรับการสู้ศึกที่ร้อนระอุในครั้งนี้หรือไม่ ?
1. จากนักวิชาการสู่สนามการเมือง
“เดชรัต” มีพื้นฐานแตกต่างจากนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไป เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการที่ทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มายาวนาน มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเกษตร ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีประสบการณ์ด้านการปฏิรูปประเทศ
ต่อมาเขาเข้ามามีบทบาทด้านการคิดและออกแบบนโยบาย โดยเป็นผู้อำนวยการ Think Forward Center ของพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน
พูดง่าย ๆ คือ “เดชรัต” เติบโตจาก “คนคิดนโยบาย” มากกว่านักการเมืองอาชีพ ดังนั้นการลงสมัครนายก อบจ.ครั้งนี้ จึงเป็นการก้าวจากบทบาทผู้ออกแบบนโยบาย มาสู่คนที่ต้องรับผิดชอบในการบริหารงานการเมืองจริงๆ
2. ทำไมต้องนนทบุรี ?
หนึ่งในจุดขายสำคัญคือ “เดชรัต” เป็น “คนนนทบุรี” และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่มายาวนาน พรรคประชาชนจึงพยายามนำเสนอภาพของเขาในฐานะคนพื้นที่ที่ต้องการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด
เขาชูแนวคิด “New นนท์” พร้อมชุดนโยบายที่เน้นคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการบริหารท้องถิ่น จุดนี้สอดคล้องกับประวัติการทำงานของ “เดชรัต” ซึ่งอยู่กับเรื่องนโยบายการพัฒนาและการกระจายอำนาจมาเป็นเวลานาน
3. พรรคประชาชนกวาด สส. นนทบุรี 8 เขต เป็นแต้มต่อสำคัญหรือไม่ ?
ในการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 และปี 2569 พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกล) สามารถกวาดที่นั่ง สส. นนทบุรีครบทั้ง 8 เขต ส่วนในการเลือกตั้งนายก อบจ. นนทบุรี ปี 2568 ผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้ 155,035 คะแนน ขณะที่ “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” ที่ผูกขาดในตำแหน่งนี้มาหลายสมัย ได้ 219,173 คะแนน และเป็นผู้ชนะ
นี่จึงเป็นต้นทุนสำคัญของพรรคประชาชน เพราะคะแนนข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า เขาไม่ได้ลงสนามในจังหวัดที่พรรคต้องเริ่มสร้างฐานเสียงใหม่ แต่กำลังลงในพื้นที่ที่พรรคสามารถครองสนามเลือกตั้งระดับชาติได้ทั้งจังหวัด ติดต่อกัน 2 สมัยซ้อน
อย่างไรก็ตาม การชนะ สส. นนทบุรี ยกจังหวัด 2 สมัยซ้อน ไม่ได้หมายความว่าจะชนะนายก อบจ. เสมอไป เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นมีเรื่องตัวบุคคล เครือข่ายชุมชน ความสัมพันธ์ในพื้นที่ และฐานการเมืองเดิมเข้ามาเกี่ยวข้อง
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เดชรัตจะเปลี่ยน “คะแนนของพรรค” ให้กลายเป็น “คะแนนของตัวเอง” ได้หรือไม่ ?
4. จุดแข็ง–จุดอ่อน
จุดแข็งของ “เดชรัต” คือ ความรู้ ประสบการณ์ด้านนโยบาย และภาพลักษณ์นักวิชาการ เขาเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างและมีประสบการณ์ทำงานด้านการพัฒนาและการกระจายอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง
แต่จุดอ่อนคือ ยังไม่มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่นโดยตรง เพราะการคิดนโยบายกับการบริหาร อบจ. เป็นคนละเรื่อง ผู้บริหารต้องจัดการทั้งงบประมาณ ระบบราชการ บุคลากร รวมถึงเครือข่ายและความสัมพันธ์ทางการเมืองในพื้นที่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เดชรัตคิดนโยบายเก่งหรือไม่ ?” แต่คือ “เขาจะสามารถนำความคิดเหล่านั้นไปทำให้เกิดผลจริงได้อย่างไร ?”
5. จาก “คนคิด” สู่ “คนทำ”
การลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในเส้นทางการเมืองของ “เดชรัต” เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาอยู่ในบทบาทของนักวิชาการ นักปฏิรูป และผู้ออกแบบนโยบาย แต่ครั้งนี้เขาต้องก้าวออกมาอยู่หน้าสนามการเมือง และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ด้วยตัวเอง
สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “เดชรัตจะชนะหรือแพ้ ?” หากแต่คือการพิสูจน์ว่า “ทุนทางความคิด” ของนักวิชาการคนหนึ่ง จะสามารถเปลี่ยนเป็น “ผลงานทางการเมือง” ได้มากน้อยเพียงใด ?
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครมีนโยบายดีที่สุด แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถทำให้นโยบายนั้นเกิดขึ้นจริง และทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








