การเมืองไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่ดูเผินๆ เหมือนป้อมปราการสีน้ำเงินยังแข็งแกร่งจนยากจะสั่นคลอน แต่ทันทีที่มีกระแสข่าว “ปฏิญญาโมนาโก” เล็ดลอดออกมา ประกอบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน คลื่นใต้น้ำก็เริ่มก่อตัวขึ้น ก่อนถูกยกระดับกลายเป็นสมการ “ส้ม แดง เขียว” ที่ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธเขย่าขวัญค่ายสีน้ำเงิน
1. คณิตศาสตร์การเมือง : ทำไมต้องดึง “ส้ม” มาร่วมวง ?
สมมติว่า “ดีลแดง-เขียว” เกิดขึ้นจริง พรรคเพื่อไทย (74 เสียง) จับมือกับพรรคกล้าธรรม (58 เสียง) ตัวเลข 132 เสียง ย่อมไม่มีน้ำหนักพอที่จะใช้เป็นคำขู่ต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้เลย
ผู้เดินเกมจึงต้องใช้ชั้นเชิงดึงเอาพรรคประชาชน (120 เสียง) เข้ามาบวก เพื่อสร้างตัวเลข 252 เสียง ซึ่งเป็น “เสียงข้างมาก” ที่มีศักยภาพพอจะใช้เป็นดาบสังหาร ล้มรัฐบาลกลางสภาได้จริง
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ในเกมแห่งความหวาดระแวงนี้ บรรดาแกนนำรู้ทันซึ่งกันและกันหรือไม่ ? เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเพียงเครื่องมือ ให้กับหมากกระดานนี้ ?
2. เกมปั่นราคา และหลุมพรางที่ต้องระวัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคกล้าธรรมได้ประโยชน์สูงสุดจากหมากเกมนี้ ที่พยายามปั่นมูลค่า 58 เสียงของตัวเองให้แพงที่สุด ส่วนฝั่ง “ทักษิณ” ย่อมอ่านเกมขาดว่า การแตกหักกับภูมิใจไทยตอนนี้ คือการเปิดศึกกับรัฐพันลึก ดีลล้มรัฐบาลจึงเป็นเพียงข่าวลือที่เพื่อไทยไม่จำเป็นต้องออกมาแก้ต่างอย่างร้อนรน
มีเพียง “แพทองธาร” ได้ออกมากล่าวปฏิเสธแทนพ่อแบบพอเป็นพิธี และใช้ประโยชน์จากความคลุมครือของข่าวดังกล่าวเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ค่ายน้ำเงินขี่คอหรือกดดันมากเกินไปนัก
ในขณะที่พรรคประชาชน “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หลาบจำแล้ว กับการเคยยกมือโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ในอดีต ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและมีส่วนทำให้ภูมิใจไทยเติบโตมาถึงจุดนี้ จนต้องเอ่ยปากขอโทษประชาชน
แต่ท่าทีที่ “ศิริกัญญา” แง้มประตูไว้ว่า “หากจะเปลี่ยนสมการการเมืองจริงๆ ก็ต้องมาคุยกับฝั่งส้มด้วย” ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากข่าวลือ “ดีลส้ม แดง เขียว” เรียกมูลค่าให้พรรคประชาชน ด้วยการไม่ปิดประตูตาย ในการร่วมวงล้มรัฐบาล
3. ความเสี่ยงเสียค่าโง่ ของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน
แต่สมมตินะ สมมติว่า “สมการ 252 เสียง” ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จากการที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ยอมทุ่มสุดตัว ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ทั้ง 2 พรรค อาจต้องเสียค่าโง่ซ้ำอีกครั้ง
(1) พรรคเพื่อไทย กับความเสี่ยงถูกดีดออกจากรัฐบาล
หากเพื่อไทยหน้ามืดตามมัวเอาด้วยกับดีลนี้ พวกเขาต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นอย่างมากว่าจะไม่นำพรรคกล้าธรรมเข้าเสียบ ถ้าเพื่อไทยถูกดีดออกจากรัฐบาล เพราะหากผิดแผนก็จะกลายเป็นว่า เพื่อไทยเตะหมูเข้าปากหมา และต้องกระเด็นไปเป็นฝ่ายค้านเสียเอง
(2) พรรคประชาชน กับบทเรียนค่าโง่ราคาแพง
บาดแผลจากการโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้กับค่ายส้ม หากครั้งนี้พรรคประชาชนยอมกระโดดร่วมวง “ดีลส้ม แดง เขียว” เพียงเพราะอยากล้มรัฐบาล พวกเขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกใช้เป็นแค่ “เบี้ยต่อรอง”
ซึ่งการตัดสินใจจับมือกับพรรคเขียว ที่มีอุดมการณ์และแนวทางการเมืองแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ก็อาจทำลายศรัทธาและความน่าเชื่อถือจากฐานมวลชนจนย่อยยับ อย่างที่พรรคส้มเคยประสบ หลังโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ
4. สรุป “ดีลส้ม แดง เขียว” อาจแค่เกมข่มขวัญ
ท้ายที่สุด “ดีลส้ม แดง เขียว” อาจเป็นเพียงอาวุธทางจิตวิทยาที่ใช้ข่มขวัญค่ายน้ำเงิน ทว่าภัยคุกคามที่แท้จริงของพรรคภูมิใจไทยกลับไม่ใช่คณิตศาสตร์การเมือง แต่คือชนักติดหลังอย่างคดีฮั้ว สว. และข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง
หากบาดแผลเหล่านี้ถูกขยายผลจนสังคมหมดศรัทธา สมการ 252 เสียงที่เคยเป็นแค่ข่าวลือ ก็พร้อมจะกลายเป็นข้ออ้างอันชอบธรรม ให้ทุกขั้วการเมืองพร้อมใจกันลอยแพค่ายน้ำเงินได้…ในทันที
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








