ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ สมการอำนาจดั้งเดิมที่เคยถูกผูกขาดด้วยการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการแย่งชิงมวลชนระหว่าง "ขั้วสีแดง" อย่างพรรคเพื่อไทย และ "ขั้วสีส้ม" อย่างพรรคประชาชน ถูกรื้อถอนลงอย่างสิ้นเชิงด้วยกลไกทางรัฐสภาและการจัดสรรดุลอำนาจใหม่ การก้าวขึ้นมาของ "ค่ายสีน้ำเงิน" หรือพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายอนุรักษ์นิยมใหม่ในฐานะแกนนำรัฐบาลผู้กุมบังเหียนอำนาจบริหารและเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จในรัฐสภา ไม่เพียงแต่เปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศเท่านั้น หากแต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนลึกซึ้งต่ออดีตพี่ใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตร ที่วันนี้ต้องเผชิญกับภาวะพันธนาการเชิงยุทธศาสตร์จากปมเชือกที่ถูกเรียกว่าโบว์รักสีน้ำเงินเส้นนี้
ในอดีต นักวิเคราะห์เคยมองว่ากระดานการเมืองไทยคือการปะทะกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่างระเบียบเก่าและระเบียบใหม่ แต่ในปัจจุบัน ค่ายสีน้ำเงินได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเหนือชั้นของกลยุทธ์สัจนิยมทางการเมือง หรือ Realpolitik ด้วยการสถาปนาระเบียบอำนาจใหม่ที่รวบรวมดุลอำนาจไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ
ความทรงพลังของสีน้ำเงินในเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือการคุมกระทรวงเกรดเอในทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายอิทธิพลผ่านเอกภาพที่ปึกแผ่นในระบบรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นแกนนำเสียงข้างมาก และในวุฒิสภาสายสีน้ำเงิน กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปราการเหล็กที่สะกดและทะลายขั้วความขัดแย้งเดิมระหว่างแดงและส้มให้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต พร้อมทั้งเปลี่ยนบทบาทของพรรคการเมืองอื่น ๆ ให้กลายเป็นเพียงฟันเฟืองที่ต้องหมุนตามกติกาที่สีน้ำเงินเป็นผู้ลากเส้น
สำหรับพรรคเพื่อไทย การรับเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาลภายใต้ร่มเงาของสีน้ำเงินนั้น ถือเป็นภาวะกลืนเลือดที่สร้างความอึดอัดใจในเชิงโครงสร้างสามมิติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ความกระอักกระอ่วนใจในมิติเชิงนโยบาย เมื่อนโยบายเรือธงเชิงสัญลักษณ์ที่เพื่อไทยเคยใช้หาเสียงต้องถูกปรับเปลี่ยน ลดทอน หรือชะลอออกไปเพื่อหลีกทาง และไม่ให้ทับซ้อนกับแนวทางการบริหารของพรรคแกนนำ
ต่อเนื่องมาถึงมิติเชิงสถาบันที่ดุลอำนาจในสภาเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เพื่อไทยตกอยู่ในภาวะไร้อำนาจยับยั้ง หรือ No Veto Power จำเป็นต้องยกมือสนับสนุนวาระของค่ายสีน้ำเงินแม้จะขัดกับจุดยืนเดิม และที่ปฏิเสธไม่ได้คือมิติเชิงอัตลักษณ์กับความกระอักกระอ่วนใจของมวลชนเสื้อแดงที่ต้องเห็นพรรคที่เคยเป็นแชมป์ไร้พ่ายในอดีตลดบทบาทลงมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเดินตามหลังผู้อื่นในโครงสร้างอำนาจปัจจุบัน
โบว์รักสีน้ำเงินในบริบทนี้จึงไม่ใช่สัญญะของพันธมิตรที่เท่าเทียม แต่คือริบบิ้นที่ผูกมัดเพื่อไทยไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนเชิงยุทธศาสตร์ ทว่า ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนี้ ปฏิกิริยาของตระกูลชินวัตรและแกนนำพรรคเพื่อไทยกลับเลือกลดอีโก้และใช้ยุทธวิธี "แกล้งตาย" หรือการจำศีลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Hibernation) ซึ่งนี่ไม่ใช่การยอมจำนนอย่างถาวร หากแต่เป็นการดำเนินกลยุทธ์ที่ลุ่มลึกเพื่อรักษาความอยู่รอด โดยแสดงออกผ่านการลดบทบาทและถอยห่างจากสปอตไลต์ในประเด็นความขัดแย้งระดับสูง ปล่อยให้พรรคแกนนำสีน้ำเงินเป็นผู้เผชิญหน้าและรับแรงกระแทกจากทั้งฝ่ายค้านและกระแสสังคมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไปเต็มตัว
ขณะเดียวกันเพื่อไทยใช้ความเงียบเชิงกลยุทธ์นี้ในการซุ่มทำงานเชิงเทคโนแครตในกระทรวงที่ตนรับผิดชอบเพื่อสร้างผลงานทางเศรษฐกิจระดับจุลภาค พร้อมกับการจัดทัพและปฏิรูปโครงสร้างภายในพรรค ดึงคนรุ่นใหม่ออกสู่หน้าฉากและซ่อมแซมฐานเสียงระดับพื้นที่เพื่อรอคอยโอกาส
บทอวสานของฤทธิ์โบว์รักสีน้ำเงินนี้ยังคงเป็นคำถามปลายเปิดในทางรัฐศาสตร์ การยอมทนอึดอัดและเล่นบทแกล้งตายของพรรคเพื่อไทยในวันนี้อาจลงเอยด้วยสองฉากทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากยุทธศาสตร์การจำศีลนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อไทยจะสามารถรักษาพลังงาน ซ่อมแซมฐานเสียง และกลับมาผงาดเป็นทางเลือกหลักในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ถ้าปมริบบิ้นสีน้ำเงินนี้รัดแน่นเกินไป และเพื่อไทยไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นเพื่อกู้ศรัทธามหาชนกลับคืนมาได้ การแกล้งตายในวันนี้ก็อาจกลายเป็นการตายจริงทางการเมือง และถูกกลืนกลายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบอำนาจใหม่สีน้ำเงินอย่างถาวร ซึ่งในเกมยาวหลังจากนี้ ความอดทนและความลุ่มลึกเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ใครคือผู้ที่กุมความได้เปรียบที่แท้จริงบนกระดานอำนาจไทย
#ฤทธิ์โบว์รักสีน้ำเงิน #โบว์รักสีน้ำเงิน #การเมืองไทย #พรรคภูมิใจไทย #พรรคเพื่อไทย #ตระกูลชินวัตร #พรรคประชาชน #สยามรัฐ #วิเคราะห์การเมือง #เกมอำนาจ
บทความ บทวิเคราะห์








