ภาพรวมตลาดสินค้าเกษตรของไทยในช่วงสัปดาห์ที่ 20 - 24 กรกฎาคม 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อราคาผลผลิตปศุสัตว์และพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าว สุกร และไก่เนื้อ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกความต้องการของตลาดที่ทยอยฟื้นตัว ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์กลับส่งสัญญาณตึงตัวอย่างหนักจากปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อ Margins ของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะถัดไป
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์นี้อยู่ที่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า โดยเฉพาะ "กากถั่วเหลือง" ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น จากกิโลกรัมละ 16.00 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 16.60 บาท ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความกังวลเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งในพื้นที่เพาะปลูกหลักของสหรัฐอเมริกา จนดันให้สัญญาถั่วเหลืองล่วงหน้าในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CBOT) รอบส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ขยับขึ้นไปปิดที่ 12.3900 ดอลลาร์/บุชเชล ผสานกับแรงหนุนจากการที่จีนเดินหน้ากว้านซื้อถั่วเหลืองลอตใหญ่อย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ล้านตันภายในเวลาเพียง 4 วัน ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก ที่กดดันให้ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะเดียวกัน ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศแม้ยืนราคาอยู่ที่หาบละ 792 บาท (ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์) แต่ทิศทางในตลาดโลกผ่านสัญญาล่วงหน้า CBOT รอบส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 กลับขยับขึ้น 2.00% ไปปิดที่ 4.8475 ดอลลาร์/บุชเชล จากสภาพอากาศร้อนในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการพืชเกษตรเพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ส่วนวัตถุดิบอย่าง "ปลาป่น" แม้ราคาในประเทศจะทรงตัว เช่น ปลาป่นเกรดกุ้งที่กิโลกรัมละ 63 บาท และเบอร์ 1 (โปรตีนสูงกว่า 60%) ที่ 57.70 บาท แต่ตลาดโลกยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเปรูยังคงอยู่ในช่วงห้ามจับปลา ขณะที่ความต้องการซื้อจากจีนและสต็อกหน้าท่าเรือที่ลดลง อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งราคาในอนาคต หากการเปิดรอบจับปลาชั่วคราวในเดือนสิงหาคมนี้ไม่เป็นไปตามคาด
เมื่อหันมาพิจารณาฝั่งสินค้าเกษตรและปศุสัตว์หลักในประเทศ พบว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวด้านราคาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ "สุกร" ที่ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นตามการรายงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ (สัปดาห์ที่ 30/2569) เนื่องจากปริมาณหมูออกสู่ตลาดเริ่มน้อยกว่าความต้องการบริโภค ส่งผลให้ราคาภาคตะวันตกขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66 - 68 บาท/กก., ภาคตะวันออก 68 - 71 บาท/กก., ภาคเหนือ 72 บาท/กก. และภาคใต้ขึ้นไปแตะระดับ 74 บาท/กก. สอดคล้องกับราคาลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมที่ยืนแข็งแกร่งอยู่ที่ 1,700 บาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกชัดเจนว่าผู้เลี้ยงสุกรอาจเริ่มก้าวข้ามจุดคุ้มทุนได้ในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า
เช่นเดียวกับ "ไก่เนื้อ" ที่ราคาหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 43 บาท เป็น 45 บาท และราคาลูกไก่เนื้อขยับขึ้นเป็นตัวละ 19.50 บาท ตอบรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่วน "ไข่ไก่" คละหน้าฟาร์มยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้อย่างมั่นคงที่ฟองละ 3.80 บาท
สำหรับภาวะตลาด "ข้าว" ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับราคาเพิ่มขึ้นจากกระสอบละ 1,390 บาท เป็น 1,420 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 468 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แม้ว่าราคาปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ส่งออก จะมีการย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 401 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันก็ตาม
แม้ว่าราคาขายสินค้าเกษตร ทั้ง ข้าว หมู และไก่เนื้อ จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นจนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง แต่แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและราคาขนส่งทางเรือ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานต้องประเมินและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างราคาจำหน่ายและต้นทุนการผลิตไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเกษตรไทยในระยะยาว








