ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและการค้าสินค้าเกษตรไทยในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนทางราคาและปริมาณอุปทานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัจจัยหนุนเชิงนโยบาย สภาพภูมิอากาศในประเทศมหาอำนาจ และบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศที่เริ่มคลี่คลายในทิศทางบวก
โดยหากพิจารณาจากกลุ่มพืชอาหารสัตว์และวัตถุดิบต้นน้ำ จะพบว่าสถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคง ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ที่หาบละ 792 บาท สวนทางกับความเคลื่อนไหวในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) ที่สัญญาข้าวโพดปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาปิดที่ 4.4150 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เนื่องจากสภาพอากาศในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกามีความเอื้ออำนวยต่อการเติบโตอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยจำกัดการเก็งกำไรในฝั่งขาขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังคงประเมินแนวโน้มราคาข้าวโพดไทยว่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในระยะอันใกล้
ขณะที่สภาวะตลาดกากถั่วเหลืองนำเข้าสัปดาห์นี้ยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 15.80 บาท โดยได้รับแรงกดดันเชิงบวกจากการคลี่คลายของความตึงเครียดและการเจรจาที่มีสัญญาณที่ดีระหว่างสหรัฐฯ และอิรัก ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งอย่างราคาน้ำมันดิบและค่าระวางเรือปรับตัวลดลง ประกอบกับอุปทานถั่วเหลืองโลกที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง แม้ว่าสัญญาถั่วเหลืองในตลาดล่วงหน้าชิคาโกจะปิดลบเล็กน้อยที่ 11.4775 ดอลลาร์ต่อบุชเชลจากการปรับฐานของนักลงทุนก่อนช่วงวันหยุดยาววันชาติสหรัฐฯ แต่กระแสข่าวความสนใจของฝั่งจีนที่จะหวนกลับมานำเข้าถั่วเหลืองล็อตใหญ่จากสหรัฐฯ ภายหลังการพบกันของผู้นำสองประเทศ ย่อมเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้แนวโน้มราคาถั่วเหลืองนำเข้าในสัปดาห์ถัดไปน่าจะคงตัวในเกณฑ์เดิม
ความเคลื่อนไหวทางด้านตลาดวัตถุดิบอาหารสัตว์จากแหล่งน้ำอย่างปลาป่นในรอบสัปดาห์นี้ ยังคงตกอยู่ภายใต้มาตรการห้ามจับปลาของประเทศเปรูซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกยังคงตึงตัว ทว่าราคารับซื้อหน้าท่าเรือที่ประเทศจีนยังคงทรงตัวในระดับสูงพร้อมกับปริมาณสต็อกที่เริ่มลดลง สำหรับสถานการณ์ราคาปลาป่นในประเทศไทยสัปดาห์นี้ประเมินได้ว่ายังคงทรงตัวอย่างเหนียวแน่น โดยปลาป่นเกรดกุ้งยืดหยัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท ขณะที่กลุ่มปลาป่นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ในระดับโปรตีนที่แตกต่างกันต่างก็กอดคอกันยืนราคาอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งทิศทางดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดปลาป่นไทยน่าจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเดิมต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับฤดูกาลเปิดจับปลาของเปรูในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้
ในทางกลับกัน ตลาดข้าวไทยกลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตามรายงานของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 มีราคาขายในประเทศปรับลดลงเหลือกระสอบละ 1,470 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงมาอยู่ที่กระสอบละ 1,230 บาท ซึ่งการปรับฐานราคาลงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดมาอยู่ที่ตันละ 490 เหรียญสหรัฐฯ เช่นเดียวกับปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ส่งออกที่ย่อตัวลงมาอยู่ที่ตันละ 416 เหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์แนวโน้มราคาข้าวส่งออกในสัปดาห์หน้ามีโอกาสที่จะเริ่มทรงตัวและสร้างฐานราคาใหม่ได้ตามแรงซื้อที่อาจกลับเข้ามาหลังราคาปรับลดลง
สำหรับสถานการณ์ในภาคปศุสัตว์ไทยถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่มีทิศทางการเติบโตและปรับตัวแตกต่างกันไป โดยตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มตามการรายงานข้อมูลของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาตินั้น ความต้องการบริโภคเนื้อหมูของประชาชนยังคงทรงตัว ส่งผลให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มยืนแข็งแกร่งในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคตะวันตกเคลื่อนไหวอยู่ที่ 62 ถึง 64 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออกอยู่ที่ 64 ถึง 67 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ภาคเหนือและภาคใต้ยังคงยืนราคาได้สูงที่สุดในประเทศที่กิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนลูกสุกรขุนขนาด 16 กิโลกรัมต่อตัวมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,600 บาท ซึ่งสะท้อนแนวโน้มราคาซื้อขายสุกรในระยะสั้นที่น่าจะยังทรงตัวต่อเนื่อง
ด้านสถานการณ์ราคาไก่เนื้อกลับมีข่าวดีสำหรับเกษตรกรเมื่อกลุ่มเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้เปิดเผยราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 39 บาท ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาทอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางราคาซื้อขายลูกไก่เนื้อและลูกไก่ไข่ที่เคลื่อนไหวอย่างสมดุล ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าในสัปดาห์หน้าราคาไก่เนื้อน่าจะปรับเข้าสู่ภาวะทรงตัวในระดับสูงได้สำเร็จ
ปิดท้ายด้วยกลุ่มสินค้าไข่ไก่ที่ทางเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง 4 แห่งยังคงประกาศราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มยืนระยะอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งสอดรับกับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดอย่างพอดีกับความต้องการในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดไข่ไก่ไทยมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอย่างมีเสถียรภาพต่อไปในสัปดาห์ข้างหน้า








