สมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 แม้ผลสำรวจล่าสุดของนิด้าโพล จะชี้ชัดว่าแชมป์เก่าอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยังคงมีคะแนนนิยมนำห่าง แต่อีกสิ่งที่น่าจับตา ก็คือการแย่งชิงพื้นที่ "อันดับ 2"
โดยเฉพาะการลงสนามในฐานะผู้สมัครอิสระของ “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ที่ตัวเลขล่าสุดจาก "นิด้าโพล" เธอมีคะแนนนิยมแซงหน้า “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นอีกปรากฏการณ์ที่ต้องจับตามอง
1. เมื่อ "นิยามความชนะ" ของแต่ละคนแตกต่างกัน
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครทั้ง 3 คน ต้องแบกรับเป้าหมายและเดิมพันที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
(1) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
สำหรับแชมป์เก่า ชัยชนะหมายถึงต้องได้ที่ 1 เท่านั้น และต้องชนะแบบ "แลนด์สไลด์" เพื่อรักษาความชอบธรรมและพิสูจน์บารมีตลอดวาระที่ผ่านมา ซึ่งผลโพลโค้งสองของนิด้าโพล ที่คะแนนนิยม “ชัชชาติ” พุ่งทะยานไปถึง 72.35 % ก็ทำให้เห็นโอกาสที่เป็นไปได้
(2) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
“ชัยวัฒน์” ต้องแบกรับศักดิ์ศรีอันหนักอึ้งของพรรคที่เพิ่งกวาด สส. กรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขต เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ของเขาแม้จะรู้ว่าล้ม “ชัชชาติ” ยาก แต่อย่างน้อยที่สุด ต้องเป็นอันดับ 2 และทำคะแนนไล่จี้แชมป์เก่าให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาหน้าตาของพรรค
(3) มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)
การกลับมาในวงการเมืองครั้งนี้ของเธอ โดยที่ไม่มีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน นิยามความชนะของ “มัลลิกา” จึงเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ ไม่จำเป็นต้องได้ที่ 1 แค่ได้ที่ 2 ก็ถือว่าเธอเป็นอีกหนึ่งผู้ชนะในศึกเลือกตั้งครั้งนี้
2. สัญญาณจาก "นิด้าโพล": เมื่อตัวเลขชี้เป้าความสำเร็จ
เมื่อเรานำกรอบคิดเรื่อง "นิยามความชนะ" ไปจับกับผลสำรวจของนิด้าโพล เราจะเห็นทิศทางทางการเมืองที่ชัดเจนมากขึ้น
ในโพลโค้งแรก “ชัยวัฒน์” ยังนำ “มัลลิกา” อยู่เล็กน้อย แต่พอเข้าสู่โค้งสอง กลุ่มคนที่เคยตอบว่า "ยังไม่แน่ใจ" กลับลดลงจาก 10.20 % เหลือเพียง 2.70 % โดยคะแนนส่วนหนึ่งถูกเทมาที่ “มัลลิกา” ส่งผลให้คะแนนของเธอขยับเพิ่มขึ้นเป็น 9.60 % เบียดแซง “ชัยวัฒน์” ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของตารางได้สำเร็จ
การที่ผู้สมัครอิสระมีคะแนนนิยมแซงหน้าตัวแทนของพรรคการเมือง ที่เพิ่งชนะ สส. ยกจังหวัดมาเมื่อต้นปีได้นั้น ในทางยุทธศาสตร์การเมือง ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างกลุ่มเขตกรุงเทพฯตะวันออก ที่ “มัลลิกา” สามารถทำคะแนนนิยมได้ถึง 10.16 % ตั้งแต่ในโพลโค้งแรก
3. ชวนคิดและตั้งข้อสังเกต
จากปรากฏการณ์ในผลโพล มีข้อสังเกตและประเด็นให้ขบคิด ดังนี้
(1) แบรนด์บุคคล หรือ แบรนด์พรรค ?
ผลโพลครั้งนี้กำลังสะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ แยกแยะระหว่าง "การเลือกตั้งระดับชาติ" กับ "การเลือกตั้งท้องถิ่น" พรรคประชาชนอาจชนะ สส. ถล่มทลาย แต่สำหรับเก้าอี้ผู้บริหารเมืองหลวง คนกรุงเทพฯ เทน้ำหนักให้กับตัวบุคคลและสไตล์การทำงาน มากกว่ายี่ห้อพรรคการเมือง
(2) โอกาสที่จะเกิดการลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์
เมื่อ “มัลลิกา” แสดงให้เห็นในโพลโค้งสองแล้วว่า เธอคือ "อันดับ 2" ที่มีศักยภาพที่สุด มันอาจทำให้เกิดกระแสในวันเลือกตั้งจริง ที่กลุ่มคนซึ่งไม่ต้องการเลือก “ชัชชาติ” และไม่เอา “พรรคประชาชน” ตัดสินใจ "เทหมดตัก" มาที่ “มัลลิกา” เพื่อบล็อกคะแนน หากเกิดกระแสนี้จริง คะแนนของเธออาจเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
(3) ก้าวต่อไปของมัลลิกา
หากผลการเลือกตั้งจริงออกมาตามโพล คือ “ชัชชาติ” ได้ที่ 1 และ “มัลลิกา” ได้ที่ 2 สามารถเอาชนะ “ชัยวัฒน์” ได้สำเร็จ แม้จะไม่ได้เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่ “มัลลิกา” จะสามารถสร้างพื้นที่และความชอบธรรมทางการเมืองในฐานะตัวเลือกใหม่ที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวไปสู่บทบาททางการเมืองในระดับที่ใหญ่ขึ้น ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากโพลเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เกมนี้ยังไม่จบ และยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปผลลัพธ์ล่วงหน้า สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการ "จับตา" ดูการเดินหมากของแต่ละฝ่ายในช่วงโค้งสุดท้ายต่อไป
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
*ข้อมูลอ้างอิง : นิด้าโพล “โค้งแรก สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569” , “โค้งสอง สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569”








