ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 จุดเริ่มต้นครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพของโรงเรียนบ้านกำแมดคำเจริญ ที่ยังคงขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและปัจจัยพื้นฐาน สายพระเนตรในวันนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อทรงมีพระดำริให้ ดร.สาโรจน์ พรประภา ที่ปรึกษาโครงการฯ ประชุมบูรณาการร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน ผู้นำชุมชน และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ทันที เพื่อร่วมกันเปลี่ยนโรงเรียนแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบในการบริหารจัดการฟาร์มเกษตรผสมผสานตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ จุดกำเนิด “โครงการพัฒนาศักยภาพระบบจัดการฟาร์มเกษตรผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จังหวัดอุดรธานี”
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปี พ.ศ. 2553 กรมประมงได้น้อมนำแนวพระดำริดังกล่าวมาขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง โดยบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติราชการโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมอบหมายให้สำนักงานประมงจังหวัดอุดรธานี เป็นแกนหลักในการสานต่อเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรอย่างยั่งยืน ภายใต้พันธกิจเชิงรุก เริ่มต้นจากการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารโปรตีน ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์กลางในการเผยแพร่ถ่ายทอดความรู้ และการร่วมมือกับชุมชนในการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรประมงและพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นให้คงอยู่ร่วมกับระบบนิเวศทางน้ำอย่างสมดุล
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพระบบจัดการฟาร์มเกษตรผสมผสานฯ นี้ นายวิบูลย์ บุตตะพรม ประมงจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า เป็นการเผชิญหน้ากับความท้าทายเรื่องความจำเพาะของพื้นที่ เนื่องจากแต่ละชุมชนมีศักยภาพด้านดิน น้ำ และกำลังคนที่แตกต่างกัน กรมประมงจึงไม่ได้เลือกใช้โมเดลสำเร็จรูปจากที่อื่นมาสวมทับ แต่ใช้วิธีการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งด้านปศุสัตว์ เกษตรอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อออกแบบระบบบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำ การส่งเสริมการเลี้ยงกบลูกผสมอเมริกันบูลฟร็อก (American Bullfrog) ในบ่อพลาสติก จึงกลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความแห้งแล้งของภาคอีสานได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากกบสายพันธุ์นี้มีความแข็งแรง ทนทาน เจริญเติบโตเร็ว และกินอาหารเก่ง ทำให้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลงและช่วยตอบโจทย์การลดต้นทุนค่าอาหารได้ดี ขณะที่การเลือกใช้บ่อพลาสติกนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสร้างง่ายในพื้นที่จำกัด ควบคุมโรคได้ง่ายกว่าบ่อดิน และยังช่วยป้องกันกบหลบหนีหรือถูกขโมยได้อย่างรัดกุม
จากการดำเนินงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์เชิงรุกตามพันธกิจหลัก โครงการนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านจุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 908 ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมงให้แก่เกษตรกรรายใหม่ปีละ 10 ราย พร้อมทั้งสนับสนุนพันธุ์กบรายละ 400 ตัวเพื่อนำไปต่อยอดเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้เสริม ซึ่งพบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถสร้างผลผลิตรวมได้สูงถึง 224 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 26,880 บาท ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน "โมเดลธนาคารกบ" ที่นำผลผลิตส่วนเกินจากการบริโภคในโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ไปจำหน่ายและแปรรูปผ่านระบบสหกรณ์โรงเรียนเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนหมุนเวียนในชุมชน นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางด้านตัวเลขแล้ว โครงการนี้ยังนับเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร จากเดิมที่เคยเลี้ยงสัตว์น้ำแบบตามใจตนเอง มาสู่การเป็นนักบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ผ่านการเรียนรู้เรื่องการจดบันทึกต้นทุน รายได้ และผลผลิตอย่างละเอียด เพื่อให้เกษตรกรเห็นกำไรที่เป็นรูปธรรมและเกิดความมั่นใจในอาชีพ
นอกเหนือจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในครัวเรือนแล้ว โครงการฯ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งน้ำสาธารณะอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอุดรธานี ในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีความสมบูรณ์ มาผ่านกระบวนการเพาะและใช้เทคโนโลยีอนุบาลลูกกุ้งในระยะต่าง ๆ จนแข็งแรง ก่อนจะทำการปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่อำเภอบ้านดุงเป็นจำนวนถึง 500,000 ตัวต่อปี การดำเนินงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติ แต่ยังเป็นการปักกล้าดินแห่งความร่วมมือ เพื่อให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตร่วมกันอย่างเกื้อกูลและยั่งยืนตลอดไป
ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 908 ได้กลายเป็นโมเดลความสำเร็จอันเกิดจากพระกรุณาธิคุณที่แท้จริง ซึ่งช่วยยกระดับทั้งด้านโภชนาการ สุขอนามัย และสร้างรายได้อย่างมั่นคง กรมประมงพร้อมสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระดำรินี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ โดยได้บรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนงานประจำปี พร้อมทั้งเตรียมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อขยายผลโมเดลการเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชานี้ สู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วทั้งภาคอีสาน เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่ราษฎรไทยใต้ร่มพระบารมีสืบไป








