แม้จะอยู่อย่างโลว์ โปรไฟว์ แต่ “กล้าธรรม” กลับยังเป็น “หมาก” ที่อยู่ในสายตาตลอดเวลา ในฐานะ “ฝ่ายคอย” มากกว่า “ฝ่ายค้าน” ตามสถานะในสภาผู้แทนราษฎร
เกมแห่งอำนาจที่มีวาระการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นฉากหน้า ในการงัดข้อกันระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “เพื่อไทย” เมื่อฝ่ายหลังไม่อยู่ในฐานะที่จะ “ต่อรอง” ทางการเมืองเหมือนที่เคย ไม่เช่นนั้น พรรคภูมิใจไทย คงไม่กล้า “หัก” ด้วยการสั่งสส.ให้พรรคถอนชื่อออกจากการสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับเพื่อไทย จนกลายเป็นข่าวครึกโครม
ความสัมพันธ์ระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้เล่นหลัก กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ย่อมเกาะเกี่ยวกันในระดับหนึ่ง อย่างน้อยนี่คือ “มิตร” มากกว่าเป็นศัตรู
ด้วยท่าทีประนีประนอม ตามสไลต์นายกฯอนุทิน ยิ่งทำให้หลายฝ่ายพากันเฝ้ามองถึงความเป็นไปสถานการณ์ทางการเมืองจากนี้ไม่ได้ว่า โอกาสที่ “พรรคกล้าธรรม” จะถูกดึงให้เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อนำ “58 เสียง” ของพรรคกล้าธรรม มาแทน “74 เสียง” ของพรรคเพื่อไทยใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น
แต่ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยเอง อ่านเกมนี้ออกได้ไม่ยากเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ท่าทีจาก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคและ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษาฯ จะเลือกไม่เล่นบทแข็งกร้าว
ทว่า แม้ พรรคกล้าธรรม จะอยู่ในเกม และถูกมองว่ามีโอกาสนำมาใช้กดดัน พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่า การมาของพรรคกล้าธรรม นั้นจะเดินได้สะดวก และจะไม่ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ถูกต่อต้าน
โดยเฉพาะเวลานี้ ต้องยอมรับว่า “กระแส” ของพรรคภูมิใจไทยนั้น “ดิ่งลง” มิหนำซ้ำ รัฐมนตรีคนสำคัญ อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ถูกตรวจสอบ จากสภาฯ เมื่อโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความคุ้มค่า รวมทั้ง พรรคถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องกรณี “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กินรวบไปทุกมิติ
เท่ากับว่า แม้พรรคภูมิใจไทย จะอยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่า พรรคเพื่อไทย แต่กลับไม่ได้หมายความว่า จะได้เปรียบไปทุกทาง ด้วยปัญหาของพรรคเองที่นายกฯอนุทิน ยังต้องแบกและปะทะเอาไว้ ในฐานะ “ด่านหน้า”
ดังนั้นหากมองผิวเผิน พรรคเพื่อไทยแม้จะมีอำนาจต่อรองในทางการเมืองน้อยกว่าภูมิใจไทย แต่เชื่อในจังหวะที่พรรคสีน้ำเงิน เพลี่ยงพล้ำจะกล้า เปิดแนวรบใหม่ หักแดง แล้วดึงเขียวให้ตัวเองโดนถล่มจนอ่วมก็ให้รู้ไป








