ท่ามกลางดุลอำนาจของ "รัฐบาลอนุทิน 2" ที่พรรคภูมิใจไทยกุมความได้เปรียบทั้งในฝ่ายบริหารและกระทรวงเกรดเอ การขับเคลื่อนกลไกตรวจสอบดูเหมือนจะเผชิญกับกำแพงหนาที่ยากจะทะลวงผ่าน ทว่าการขยับตัวของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่น่าจับตา
จากอดีตนายตำรวจที่เติบโตมาจากสมรภูมิพื้นที่สีแดงจนได้ฉายา "วีรบุรุษนาแก" สู่เส้นทางมือปราบตงฉินผู้ไม่ประนีประนอมกับอิทธิพลเถื่อน วันนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กำลังนำคาแรกเตอร์ "กัดไม่ปล่อย" มาใช้ในสมรภูมิการเมือง โดยล็อกเป้าไปที่กล่องดวงใจของขั้วอำนาจหลัก นั่นคือ "คดีที่ดินเขากระโดง"
1. เดดล็อก "เขากระโดง" ภายใต้ร่มเงาอำนาจ
พื้นที่ 5,083 ไร่ บริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นข้อพิพาทที่ถูกแช่แข็งด้วยกลไกทางปกครอง แม้ศาลฎีกาจะเคยวางบรรทัดฐานว่าที่ดินแห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่ในทางปฏิบัติ กรมที่ดินกลับมีมติ "ไม่เพิกถอน" โฉนดที่ทับซ้อน พร้อมโยนภาระให้ รฟท. ต้องไปไล่ฟ้องแพ่งขับไล่ผู้ครอบครองกว่า 900 รายเอาเอง ซึ่งต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล
ความน่าสนใจในเชิงโครงสร้างคือ กระทรวงที่ถือกลไกสำคัญในคดีนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย (กำกับกรมที่ดิน): มี “นายกฯ อนุทิน” นั่งควบ หรือ กระทรวงคมนาคม (กำกับ รฟท.) ก็มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ควบคุม และ กระทรวงยุติธรรม (กำกับ DSI): ก็มี “พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์” ดูแล
เมื่อกลไกบริหารอยู่ในมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเดินเกมตรวจสอบผ่านระบบราชการปกติจึงเกิดสภาวะ "เกียร์ว่าง" และกลายเป็นทางตัน
2. เมื่อสภาฯ พึ่งไม่ได้: การปรับยุทธวิธีของมือปราบ
เส้นทางการรื้อคดีเขากระโดงในรอบนี้ สะท้อนให้เห็นชั้นเชิงการแก้เกมของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมือง
ความพยายามแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คือการเล่นเกมใหญ่ระดับชาติ โดยตั้งเป้าล่ารายชื่อ สส. 50 คน เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกฯ อนุทิน และ รมว.ไชยชนก ในประเด็นจริยธรรมร้ายแรง
แต่หมากกระดานนี้ต้องพับไป เมื่อพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน เลือกที่จะสงวนท่าที ไม่ร่วมลงชื่อด้วย
เมื่อหนทางในสภาฯ ปิดตาย “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” จึงปรับหมากทันทีในวันที่ 27 พฤษภาคม ด้วยการหันไปพึ่งพากลไกองค์กรอิสระ ยื่นเรื่องผ่าน กกต. และยื่น ป.ป.ช. ฟ้องตามมาตรา 157 เอาผิดตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ไปจนถึงอธิบดีกรมที่ดิน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
3. บุกบุรีรัมย์: งัด "คดีอาญา" ทลายกำแพงรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในชั้นองค์กรอิสระต้องใช้เวลา และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ นำมาสู่ปฏิบัติการรุกฆาตเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เมื่อ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ตัดสินใจลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ประชิดหน้าบ้านพักนายเนวิน ชิดชอบ ก่อนมุ่งหน้าไปกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาบุกรุกที่ รฟท.
การขยับครั้งนี้มีความแหลมคมทางการเมืองใน 2 มิติ
มิติที่ 1 ยุทธการแยกปลาออกจากน้ำ: การประกาศชัดเจนว่าเป้าหมายการแจ้งความมีเพียงกลุ่มเนวิน และเครือข่าย โดยเว้นชาวบ้านอีก 900 กว่าราย ถือเป็นการสกัดข้ออ้างที่ฝั่งตรงข้ามอาจนำมวลชนมาเป็นโล่กำบัง และป้องกันการถูกโจมตีว่ารังแกประชาชน
มิติที่ 2 ใช้กฎหมายอาญาบังคับกลไกตำรวจ: การเลือกใช้คดีอาญา คือการงัดไม้แข็งทางกฎหมายเพื่อบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องรับทำคดี เป็นการข้ามหัวกลไกของกรมที่ดินและ รฟท. ที่กำลังเตะถ่วงกันอยู่
4. ข้อสังเกตทิ้งท้าย
ปฏิบัติการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในคดีเขากระโดง ไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีที่ดินธรรมดา แต่คือความพยายาม "ประจานโครงสร้าง" และทลายกำแพงอำนาจที่คุ้มกันรัฐบาลอนุทิน
คำถามสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ ภายใต้ร่มเงาของขั้วอำนาจปัจจุบัน กลไกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะกล้ารับ "เผือกร้อน" ลูกนี้ไปดำเนินการต่ออย่างตรงไปตรงมา หรือจะหาทางเตะถ่วงออกไปอีก ?
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายตรวจสอบที่ดุดันและรู้เท่าทัน ยังคงเป็นหนามยอกอก ที่ผู้มีอำนาจจะมองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








