คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“ถ้าทรัมป์มีอันเป็นไป โลกจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร ?”
คนที่ติดตามการเมืองของโลกอาจจะแบ่งได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ พวกหนึ่งคือคนที่สนใจข่าวสารทางสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งหรือวิกฤติทางการเมืองของโลกที่เกิดขึ้นทุกวัน เช่น สงครามต่าง ๆ การค้าการขาย และการท่องเที่ยว เป็นต้น อีกพวกหนึ่งก็คือคนที่สนใจเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น นำมาวิเคราะห์ขยายความ โดยผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งในคนพวกหลังนี้
ผู้เขียนสนใจว่า ทำไมเราจึงได้เห็นการกระทำ “บ้า ๆ บอ ๆ” ของผู้นำอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ รวมไปถึงที่ว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นายทรัมป์สร้างขึ้นนี้จะเป็นไปต่อไปอย่างไร หรือจะจบลงอย่างไร สุดท้ายนั้นก็อยากรู้อีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา โลกของเราจะปกครองดูแลกันอย่างไรต่อไป?
ผู้เขียนจบปริญญาโทด้านการปกครอง โดยศึกษาการเมืองการปกครองไทยเป็นกลุ่มวิชาหลัก และเลือกเรียนการเมืองการปกครองนานาชาติเป็นกลุ่มวิชารอง ซึ่งเนื้อหาทางวิชาการด้านนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร อย่างไรก็ตามพวกทฤษฎีและเนื้อหาที่เป็นคลาสสิกหรือยังใช้ได้อยู่นั้น ก็น่าจะยังสามารถนำมาศึกษาการเมืองการปกครองของนานาชาติในขณะนี้นั้นได้อยู่เป็นอย่างดี อย่าง “ทฤษฎีโลกหลายขั้ว – Multi Polars Theory” ที่นักวิชาการหลายคนคิดว่าน่าจะ “หมดสมัย – Out of Date” ไปแล้ว
ทฤษฎีโลกหลายขั้วเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อธิบายว่าการก่อตัวของการเกาะกลุ่มโลกเป็นพวก ๆ กัน ที่เรียกว่า “ขั้ว” นั้นเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งในแง่ของการสร้างความมั่นคงปลอดภัยร่วมกัน ยังรวมถึงความร่วมมือกันที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แต่ละประเทศที่มาเกาะเป็นขั้วกันนั้นด้วย โดยในช่วงแรก คือ ค.ศ. 1945 ถึง 1960 จะแบ่งเป็น 2 ขั้วคือ กลุ่มโลกเสรีประชาธิปไตย ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับกลุ่มโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยสหภาพโซเวียตรัสเซีย แต่โลกก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เรียกว่าภาวะ “สงครามเย็น” คือการต่อสู้กันด้วยลัทธิการเมือง ทำให้ตั้งแต่ ค.ศ. 1960 เป็นต้นมาก็มีหลาย ๆ ชาติที่ไม่อยากเป็น “ขี้ข้า” ของมหาอำนาจใน 2 ขั้วนั้น หันมารวมตัวกันเป็นขั้วใหม่ เรียกตัวเองว่า “โลกที่สาม” (คือสหรัฐอเมริกากับรัสเซียนั้นเป็นโลกที่หนึ่งกับโลกที่สองอยู่ก่อนแล้ว) จนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษ 1990 ก็มีความพยายามเกาะกลุ่มเป็นกลุ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น จนเกิดเป็น “โลกหลายขั้ว” ที่ชัดเจนที่สุดก็คือเมื่อสงครามเย็นจบลงด้วยการสิ้นสลายของสหภาพโซเวียตรัสเซีย มีการทุบกำแพงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1991 และหลาย ๆ ประเทศประกาศไม่เป็นฝักฝ่ายกับมหาอำนาจชาติใด ที่แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มจะถูกโดดเดี่ยว หลายๆ ประเทศไม่อยากจะ “เดินตามก้นอเมริกา” มากขึ้น ๆ
อาการถูกโดดเดี่ยวนี่เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกา “ทนไม่ได้” ผู้นำสหรัฐอเมริกาตั้ง ค.ศ. 1993 ตั้งแต่บิล คลินตัน จอร์จ บุช และบารัค โอบามา จึงได้พยายามปรับตัวให้สหรัฐอเมริกากลับมา “ยิ่งใหญ่” ดังเดิม จนมาถึงยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ในรอบหลังนี้จึงได้ประกาศนโยบายที่ว่า “America First” ดังที่ทราบกัน และประกาศรบราฆ่าฟันกับประเทศต่าง ๆ ไปทั่วโลก ทั้งที่รบทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน และที่รบเป็นสงครามใช้อาวุธหนัก ๆ ในอิหร่าน นี้เป็นต้น
นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศหลายคนมองว่า ทรัมป์นั้น “เป็นบ้าไปแล้ว” โดยเชื่อว่าทรัมป์อยากจะพาโลกให้รวมเป็น “ขั้วเดียว” คือต้องให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเท่านั้น เพราะโลกได้เข้าสู่ยุค “หลายขั้ว” ในลักษณะที่เรียกกันว่า Globalism หรือ Globalization นั้นมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็นนั่นเอง โลกในแนวทางนี้ก็คือมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้วยภารกิจต่าง ๆ ของรัฐที่จะต้องร่วมมือและช่วยเหลือกัน กับเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่ไม่อาจจะแยกผู้คนในระดับนานาชาติออกจากกันได้
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางคนถึงกับเรียกแนวนโยบายของทรัมป์นี้ว่า “Evil Nationalism” หรือ “ชาตินิยมอันชั่วร้าย” ที่ไม่ใช่แนว “คลั่งชาติ” แบบดั้งเดิม ที่ผู้นำที่คลั่งชาติบางคน เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ยังมีแนวคิดที่เป็นแกนยึด คือ Racism หรือ เชื้อชาตินิยม ที่จะให้เยอรมันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเพราะเป็นเชื้อชาติบริสุทธิ์ แต่ทรัมป์กลับ “สับสนปนเป - Contaminated” คือไม่มีแนวคิดที่แน่ชัด แต่เป็นการตัดสินใจตามอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลานั้น
นักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่า ไม่ก็ตัวนายทรัมป์หรือตัวแนวคิดจะต้องจบลง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง คือทรัมป์อาจจะฟื้นคืนสติ สามารถคิดได้ว่าตนเองคิดหรือทำผิดไป ก็แก้ตัวหรือแก้ไขปัญหาเสีย เช่น เปลี่ยนแนวนโยบายหรือหยุดการกระทำนั้นเสีย หรือไม่ก็ปัญหาที่ทรัมป์ได้ก่อขึ้นนี้ได้ถึงจุดอับ ไม่มีคนเห็นด้วยโดยเฉพาะประชาชนคนอเมริกัน พากันเรียกร้องจนถึงขั้นขับไล่ให้ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง รวมถึงที่มีคนพยายามจะสังหารทรัมป์มาโดยตลอด อย่างที่ล่าสุดก็มีคนไประดมยิงใส่ทำเนียบขาว ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะไม่พอใจใน “ความบ้า” ของทรัมป์นี้ด้วย
สมมุติว่าทรัมป์มีอันเป็นไปหรือแนวนโยบายของทรัมป์เปลี่ยนไป นักวิชาการกลุ่มนี้ก็เชื่อว่า “โลกจะดีขึ้น” ประการแรก ภาวะหวาดระแวงระหว่างนานาชาติที่ทรัมป์ก่อขึ้นน่าจะหายไป และจะนำไปสู่ “การปรับสมดุล” คือการไม่มีขั้วต่าง ๆ ระหว่างนานาชาตินั้นต่อไป ประการต่อมา โลกจะหวนไปในกระบวนการโลกาภิวัฒน์อย่างที่เคยเป็นมา ที่ยังอยู่ในระบบการค้าเสรีและการเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนานาชาติ ที่จะเอื้อเฟ้อให้โลกนี้ “ก้าวและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ประการสุดท้าย สงครามที่ยังยืดเยื้ออยู่ในหลาย ๆ พื้นที่บนโลกน่าจะยุติได้ ไม่ว่าจะที่ยูเครนหรืออิหร่าน เพราะคนที่ขัดขวางไว้คือทรัมป์นี้หมดอำนาจไป
ผู้เขียนนั้นสนใจว่าแนวคิดนี้เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด จึงลองถามเจ้า ChatGPT ในประเด็นนี้ที่ว่า “ถ้าหมดยุคทรัมป์แล้ว โลกจะคืนสู่โลกาภิวัฒน์จริงหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างไรต่อไป” คำตอบที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะ ChatGPT ตอบว่า “ไม่เป็นแบบเดิม” แต่จะเป็น “Re-globalize” คือโลกยังเชื่อมโยงกันอยู่ แต่จะ “เลือกข้าง” มากขึ้น นั่นคือยังจะเป็นแบบระบบ “หลายขั้ว” แต่จะเลือกคบกันที่ผลประโยชน์ โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคง ที่ยุคต่อไปเรื่องเขตแดนและกองทัพไม่ใช้เรื่องความมั่นคงที่สำคัญ แต่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จะหลีกเลี่ยงที่จะ “รบราฆ่าฟัน” แต่จะระมัดระวังในการที่จะคบกัน ทั้งยังจะต้องมี “ผู้นำที่ฉลาด” ที่สำคัญต้องมี “ความสามารถในการปรับตัว” เป็นอย่างดีด้วย
นี่คือท่อนสรุปของการสนทนาอย่างยืดยาวกับเจ้า ChatGPT ที่ขออนุญาตอ้างอิงแบบการเขียนงานวิชาการที่ถูกต้อง (ไม่ใช่แบบพวกนักการเมือง Gen XYZ ที่แอบเอาเนื้อหาที่ไปลอกเอไอเหล่านี้มาอภิปราย ทั้งยังไม่ยอมรับว่าไปขโมยมา)
“ผู้นำที่จะพาประเทศรอดในโลกยุคใหม่ ต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ เข้าใจเทคโนโลยี มองระยะยาว สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สื่อสารกับประชาชนได้ ลดความแตกแยกภายใน ยืดหยุ่นทางความคิด และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนเร็ว เพราะโลกอนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันแค่ใครแข็งแกร่งกว่า แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครปรับตัวได้ดีกว่า ภายใต้ความไม่แน่นอน”
บทความ “คนโลกสวย” นี้ต้องการจะให้ผู้อ่านมีความสุข หวังว่าเมื่อได้ทราบอนาคตของโลกในแนวนี้ คงจะทำให้ท่านทั้งหลายพอจะมีความสุขขึ้นพอสมควร แต่การที่จะได้พบโลกอนาคตแบบนี้ก็มี “ข้อกำหนด” ที่จำเป็น ที่ผู้เขียนเชื่อก็คือเรื่องของ “ผู้นำ” เราก็ต้องช่วยกันเลือกผู้นำที่ดีที่มีความสามารถ และเท่าที่ดูข้อเสนอของเอไออย่างที่ว่ามานี้ก็ไม่น่าจะยาก
ในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมาด้วย “การเลือกตั้ง” แต่ถ้าเป็นระบอบเผด็จการหรือการเมือง “แนวมั่วซั่ว”อย่างที่เป็นอยู่ในบางประเทศ ก็คงต้องด้วย “โชคชะตาฟ้ากำหนด” นั้นกระมัง?








