ศึกเลือกตั้งชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯกทม.” เปิดหน้าอย่างเป็นทางการ เมื่อพ้นวันรับสมัคร 28 พ.ค.เป็นต้นไป จากนี้ ในห้วงเวลา เพียง 1 เดือน บรรดาผู้สมัคร ทั้ง “แชมป์เก่า” อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯกทม.ที่ลงสนามเพื่อรักษาตำแหน่ง สมัยที่ 2
โดยรอบนี้ เจอกับ “คู่แข่ง” ตัวหลักจาก “พรรคส้ม” และ “พรรคสีฟ้า” แต่ดูเหมือนว่า คะแนนนิยมของชัชชาติ ที่ตุนเอาไว้ 4ปีที่ผ่านมาได้กลายเป็น “จุดได้เปรียบ” อย่างชัดเจน
ผู้สมัครที่ถูกจับตา ในศึกเลือกตั้ง “สนามเล็ก” ที่ไม่ธรรมดา จากพรรคประชาชน ส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงสู้ ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง “อนุชา บูรพชัยศรี” ลงสนาม แต่น่าสนใจว่า สำหรับ ดร.โจ ที่ไม่เพียงแต่จะสวมเสื้อ “พรรคส้ม” ลงชิงชัยเท่านั้น แต่เขายังต้อง “แบกน้ำหนัก” ทั้งตัวเอง และพรรคประชาชน ในยาม “ขาลง” ไปพร้อมๆกัน
แน่นอนว่าการเมืองสนามกทม. นั้นเชื่อมโยงกับการเมืองสนามใหญ่ เพราะอย่างน้อยที่สุดคือจุดชี้วัด “กระแสนิยม” สำหรับพรรคประชาชน มากกว่าใครเพื่อน หลังจากที่พรรคกวาดสส.กทม.เข้าสภาฯ ได้ครบทั้ง 33 เขต ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “สีส้มทั้งเมือง”
แต่อย่าลืมว่า โจทย์ข้อยากที่พรรคประชาชนกำลังเจออยู่ นั่นคือ “ศึก” ระหว่าง สว.กับแกนนำของพรรคในประเด็นที่มีความเปราะบางและอ่อนไหว ว่าการเสนอให้ยกเลิกองคมนตรีและการพาดพิง “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งหวังว่าจะสามารถ “ถล่ม” พรรคภูมิใจไทย แต่กลับเกิดกระแส “ตีกลับ” เข้าใส่พรรคประชาชน ไปเต็มๆ
แม้วิวาทะระหว่างแกนนำพรรคประขาชนกับสว.กลุ่มใหญ่ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสายสีน้ำเงินมีความใกล้ชิดกับพรรคสีน้ำเงิน อาจจะถูกมองว่า “คนละเรื่อง” กันก็ตาม แต่อย่าลืมว่า ปมความขัดแย้งนี้เพิ่งเริ่มต้น และยังมีโอกาสถูกขยายผล ได้อีก จนกระทบกับการหาเสียง ขอคะแนนของ ชัยวัฒน์ ยิ่งทำให้การต่อสู้กับ ชัชชาติ ยากมากขึ้นอีก
การเมืองสนามเล็ก จากศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. ที่จะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้ง 28 มิ.ย.69นี้ ทำไป ทำมา “เดิมพัน” ของพรรคประชาชน ที่ส่งชัยวัฒน์ ลงมารอบนี้ อาจจะสูงมากกว่าใคร ยังไม่นับคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่จ่อคิวใกล้เข้ามาซ้ำเติมทุกขณะ !








