วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่สเตเดียมวัน (Stadium One) ย่านปทุมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการภายหลังการจับสลากได้หมายเลข 9 ซึ่งนายชัชชาติระบุว่าเป็นหมายเลขที่เป็นมงคล สื่อถึงการก้าวหน้าต่อไป โดยเน้นย้ำว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาคือการวางแผนที่ชัดเจนเพื่อทำงานตั้งแต่วันแรก เพราะเวลาทุกนาทีมีความหมายต่ออนาคตของกรุงเทพฯ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด
นายชัชชาติชี้แจงถึงยุทธศาสตร์การทำงานที่ผ่านมาซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำแต่โครงการ “เส้นเลือดฝอย” ว่าแท้จริงแล้วเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งระบบควบคู่ไปกับ “เส้นเลือดใหญ่” โดยยกตัวอย่างการแก้ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 70,000 ล้านบาทที่ถือเป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รวมถึงการเพิ่มโรงพยาบาลอีก 4 แห่ง และการปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อรองรับการส่งต่อผู้ป่วย
นอกจากนี้ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 แห่ง เช่น อุโมงค์บึงหนองบอนส่วนต่อขยาย และอุโมงค์บางซื่อ ขณะเดียวกันได้นำเทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เข้ามาปฏิรูประบบราชการ ซึ่งปัจจุบันมีสถิติการแจ้งเรื่องจากประชาชนกว่า 1,300,000 ครั้ง และสามารถแก้ไขปัญหาไปได้แล้วกว่า 1,060,000 เรื่องโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหัวใจการทำงานของข้าราชการให้หันเข้าหาประชาชน
“เรื่องเส้นเลือดฝอยที่คนพูดถึง ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันยิ่งใหญ่กว่าโครงการก่อสร้างหลายอย่าง เพราะมันคือการเปลี่ยนระบบการทำงานทั้งหมด อย่างการลอกท่อ 12,000 กิโลเมตร ลอกคลอง 1,980 คลอง และแก้จุดเสี่ยงน้ำท่วมไปแล้วกว่า 563 จุดจากทั้งหมด 737 จุด รวมถึงการซ่อมทางเท้ากว่า 1,100 กิโลเมตร สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในแต่ละจุด แต่เมื่อรวมกันทั้งระบบ มันคือเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้เมืองเดินหน้าต่อไปได้จริง”
ในด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต นายชัชชาติเปิดเผยว่าสามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ลงได้ถึง 45% ผ่านการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ซึ่งปัจจุบันปลูกไปแล้ว 600,000 ต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวน 15 นาที จำนวน 471 แห่ง รวมพื้นที่กว่า 1,090 ไร่ ซึ่งมากกว่าพื้นที่สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติรวมกัน
ทางด้านการศึกษาได้จัดหาคอมพิวเตอร์ 46,358 เครื่องให้กับโรงเรียน 437 แห่ง เพื่อให้เด็กเข้าถึงระบบ AI และองค์ความรู้ระดับโลก ส่วนนโยบายด้านสาธารณสุขจะมีการตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า และขยายความสามารถในการรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองจาก 800,000 คน เป็น 1,300,000 คน รวมถึงเพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาลสังกัด กทม. จาก 3,000 เตียง เป็น 5,000 เตียงในระยะ 4 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าให้การรอคิวพบแพทย์ (สำหรับผู้นัดล่วงหน้า) ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
สำหรับการบริหารงานอย่างโปร่งใส นายชัชชาติยืนยันการปราบปรามการทุจริต โดยระบุว่าที่ผ่านมามีการไล่ออกข้าราชการไปแล้ว 41 คน และได้นำระบบขอใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์มาใช้เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและการจ่ายเงินใต้โต๊ะ พร้อมประสานงานร่วมกับหน่วยงาน 3 ป. ได้แก่ ปปช., ปปท. และ ปปป. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินคดีอาญาอย่างเข้มงวด โดยนายชัชชาติยังคงยืนยันสถานะผู้สมัครอิสระที่พร้อมทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทุกคนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
“เราต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน คำว่าทุกคนรวมถึงเพื่อนคนพิเศษ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ขาดโอกาส เพื่อให้เป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง วันนี้ผมขอเสนอ 251 แผนงาน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากข้อมูลจริงที่ได้รับรู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และนโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน อย่างล่าสุดที่ได้เพิ่มศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง เป็นนโยบายที่ 252”
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ เช่น สะพานเดินเท้าและจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา, การย้ายศาลาว่าการกรุงเทพมหานครไปที่ดินแดงเพื่อเปลี่ยนลานคนเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะ และการสร้าง “ศูนย์คนเมืองฝั่งธน” ที่จะมีทั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก และพื้นที่ค้าขายริมน้ำ
ในส่วนของความปลอดภัยจะมีการเพิ่มกล้อง CCTV อีก 36,000 ตัว รวมเป็น 100,000 ตัว และเชื่อมโยงกล้องจากภาคเอกชนอีก 200,000 ตัว นายชัชชาติทิ้งท้ายด้วยการอ้างถึงผลสำรวจที่ระบุว่าประชาชน 78% มีความหวังว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้น ซึ่งตนถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาของเมืองได้จริง ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามนโยบายทั้งหมดได้ที่ https://teamchadchart.com








