“ศึกแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เปิดฉากการต่อสู้ในสภาอย่างเป็นทางการ เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” ชิงจังหวะเดินเกมเร็ว นำ สส. ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” กำลังเตรียมยื่นร่างในเวอร์ชันของตนเองเข้าสู่สภาในเร็วๆ นี้
ซึ่งในทางการเมือง ชัยชนะของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้วัดกันที่ความชอบธรรมของเนื้อหา และเสียงข้างมากในสภาเท่านั้น โดยเฉพาะกลไกตามมาตรา 256 ที่ส่งผลให้ “กล้าธรรม” กลายเป็นพรรคตัวแปรสำคัญในศึกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้
1. ปราการเหล็กวาระ 3: กลไก "ล็อก 2 ชั้น"
การโหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 บังคับให้ต้องเกิดฉันทามติจาก 3 ฐานอำนาจหลัก หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ร่างจะตกไปทันที
(1) ด่าน สว.
ต้องได้เสียง สว. เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนที่มีอยู่ (สว. ชุดปัจจุบัน 200 คน) นั่นหมายถึงต้องใช้เสียง สว. อย่างน้อย 67 เสียง
(2) ด่านพรรคฝ่ายค้าน
ต้องมี สส. จากพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ (พรรคฝ่ายค้าน) โหวตเห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 20 % ของทุกพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน
(3) เมื่อ 20 % คือจุดเปลี่ยนของสมการ
ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรมี สส. ปฏิบัติหน้าที่ 499 คน แบ่งเป็นขั้วรัฐบาล 290 เสียง และฝ่ายค้าน 209 เสียง เมื่อเจาะลึกโควตาพรรคฝ่ายค้าน 209 เสียง จะพบว่าประกอบด้วยพรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง และพรรคอื่นๆ อีก 10 เสียง
ตามเงื่อนไข 20 % ของ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันมี สส. รวมกัน 209 เสียง จะเท่ากับ 42 เสียง นี่คือตัวเลขขั้นต่ำที่เสียงข้างมากในสภาต้องหามาเติมให้ได้ เพื่อทะลวงด่านวาระ 3
2. "กล้าธรรม" กุญแจปลดล็อกวาระ 3
ด้วยจุดยืนที่ต่างกันคนละขั้ว อีกทั้งพรรคประชาชนก็จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองเข้าประกบ ดังนั้นโอกาสที่พรรคประชาชนจะโหวตให้กับร่างของพรรคภูมิใจไทย ผ่านวาระ 3 จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลย
แต่พรรคภูมิใจไทยก็ไม่จำเป็นต้องถอย เพราะสมการการเมืองนี้มีทางออกที่ชื่อว่า "พรรคกล้าธรรม" ซึ่งมี สส. ในมือ 58 เสียง ผ่านเกณฑ์ 42 เสียงที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ดังนั้น หากพรรคภูมิใจไทยสามารถเปิดดีลเจรจากับพรรคกล้าธรรมได้สำเร็จ เสียงของพรรคกล้าธรรมเพียงพรรคเดียวจะทำหน้าที่เป็นกุญแจไขล็อกวาระ 3 ได้ในทันที
3. ข้อสังเกตทิ้งท้าย
เจตนารมณ์ดั้งเดิมของเงื่อนไข 20 % ถูกเขียนขึ้นเพื่อป้องกันเผด็จการเสียงข้างมากลากจูงสภา และรับประกันว่าเสียงข้างน้อยจะมีสิทธิมีเสียงในการแก้ไขกติกาของประเทศ
แต่ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่เกิดสภาพ "ฝ่ายคอยในฝ่ายค้าน" เงื่อนไขดังกล่าวกลับเปิดช่องทางให้พรรคอันดับ 2 ของซีกฝ่ายค้านมีอำนาจต่อรองสูงสุด ศึกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงไหวชิงพริบระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่ยังมีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรสำคัญ ในการกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้ชนะในศึกแก้รัฐธรรมนูญ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








