คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2026นี้ จะมีการประชุมสุดยอดเกิดขึ้นระหว่าง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กับ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” โดยในช่วงสองวันของการประชุมนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีการปะทะคารมของทั้งสองผู้นำประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่เกิดขึ้น
โดยการปะทะกันในครั้งนี้ อาจจะเกิดจากเรื่องการค้า ที่เรื่องราวนี้คงเป็นประเด็นร้อนหลัก และแน่นอนว่า จะต้องเป็นประเด็นร้อนสุดๆ ซึ่งการเดินทางไปเจรจาในครั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเชื้อเชิญบรรดาซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯเดินทางร่วมไปด้วย!!!
แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากที่ผ่านๆมาชาวอเมริกันมักจะมีอุปนิสัยเป็นนักซื้อ และในทางกลับกันฝ่ายจีนก็มักจะเป็นนักขาย เท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า จีนสามารถส่งออกสินค้าสูงกว่าการนำเข้าสินค้าเข้าสู่ประเทศด้วยซ้ำไป
แค่ในเดือนเมษายน ของปีค.ศ.2026นี้ จีนสามารถสร้างประวัติศาสตร์การขายขึ้นมาใหม่ ที่จีนได้กลายเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าได้สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก
และเนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดการนำเข้าที่สามารถระบายสินค้าได้มากที่สุดในโลก จึงทำให้จีนสามารถส่งสินค้าเข้าไปสู่สหรัฐฯมากที่สุดเป็นเงินมากถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว
แถมปีนี้จีนมีโครงการที่จะส่งรถไฟฟ้ากว่า 400 ล้านคันออกสู่ตลาดโลก และเป็นที่แน่นอนว่า จีนคงจะวางเป้าหมายส่งไปยังตลาดสหรัฐฯ เนื่องมาจากขณะนี้จีนยังไม่ได้ส่งรถเข้าสู่ตลาดอเมริกันมาก่อนเลย และหากจีนสามารถส่งรถยนต์ไฟฟ้าเข้าไปสู่ตลาดสหรัฐฯได้แล้วละก็ แน่นอนอีกเช่นกันว่า ย่อมจะส่งผลกระทบไปยังญี่ปุ่นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่ผลิตจากประเทศจีนจะมีราคาที่ถูกกว่าและยังมีความล้ำสมัยมากกว่า เพราะฉะนั้นหากจีนสามารถส่งรถยนต์เข้าไปสู่สหรัฐฯได้ แน่นอนว่า ชาวอเมริกันก็คงจะแห่กันไปซื้อรถที่ผลิตจากจีนกันอย่างหนาแน่นไม่น้อย
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าจีนสามารถเพิ่มดุลการค้ากับสหรัฐฯติดต่อมาแล้วสามปีซ้อน โดยเมื่อปีกลายที่ผ่านมาจีนได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐฯมากถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปริมาณสินค้าที่จีนส่งออกไปสู่สหรัฐฯเพิ่มขึ้นมากถึง 11.3% จนมีผลทำให้สหรัฐฯต้องเสียดุลการค้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 13%
โดยในการเจรจาที่กำลังจะถึงนี้ เป็นที่แน่นอนว่าประธานาธิบดีทรัมป์คงจะเจรจาผลักดันให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หันไปช่วยสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯบ้าง
โดยสินค้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะผลักดันให้จีนสั่งซื้อจากสหรัฐฯ คงจะเป็นสินค้าด้านการเกษตร เครื่องบินโบอิ้ง สินค้าด้านพลังงาน และไม่แน่ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะเสนอให้จีน เข้าไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าในสหรัฐอเมริกาก็เป็นไปได้!!!
ทั้งนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ โดยแม่บ้านและครอบครัวของผมมักจะสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ที่ส่งมาที่บ้านในแทบทุกๆวัน และผมก็สังเกตเห็นว่า การบริการเรื่องการขนส่งของจีน นับว่าเขาบริการได้อย่างยอดเยี่ยม ที่ถึงแม้ว่า จะดึกดื่นสักเพียงใดพนักงานขนส่งที่เป็นคนจีนก็ยังนำสินค้ามาส่งให้ถึงหน้าประตูบ้าน
และหากสินค้าที่เราสั่งมาเกิดชำรุดเสียหาย เราก็สามารถรีฟันด์รับเงินคืนได้ในไม่กี่นาที โดยเขายังให้เราเก็บสินค้าที่ชำรุดเอาไว้ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตในเรื่องการขาดแคลนน้ำมันดิบทั่วโลก สืบเนื่องมาจากจากสงครามอิหร่าน จีนจึงต้องเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบเข้าประเทศมากขึ้น 13%
และเมื่อหันกลับไปลองวิเคราะห์ในเรื่องการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยการเจรจาในประเด็นที่สอง ก็อาจจะเป็นเรื่องสงครามอิหร่าน โดยขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังมองหาหนทางลงจากสงครามในครั้งนี้ เพราะหากสงครามยืดเยื้อต่อไป ย่อมจะเป็นการเสี่ยงต่อคะแนนนิยมของเขาที่กำลังร่วงดิ่งลงไปเรื่อยๆ และยังเป็นการเสี่ยงต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอม ที่เขาเกรงว่า หากพรรครีพับลิกันแพ้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026นี้ พรรคเดโมแครต ก็จะเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาและหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาก็คงจะทำอะไรลำบากไม่ได้ดั่งใจ
และยังเป็นที่คาดการณ์กันอีกด้วยว่า การเจรจาในครั้งครานี้ประธานาธิบดีทรัมป์คงจะขอความช่วยเหลือจากจีน ให้เข้าไปช่วยผลักดันอิหร่าน เพราะอิหร่านกับจีนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ก็เพราะว่า จีนสั่งซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมากถึง 90% และบริษัทของจีนห้าบริษัทยังช่วยเหลืออิหร่านในสงครามเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียม ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้อิหร่านสามารถใช้ดาวเทียมของจีนสำรวจความเคลื่อนไหวของทหารสหรัฐฯได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมากทีเดียว
โดยรัฐบาลสหรัฐฯเคยออกมาประกาศขู่ที่จะคว่ำบาตรกับบริษัทดาวเทียมของจีน ในเรื่องที่จัดส่งดาวเทียมให้กับอิหร่าน ซึ่งปรากฏต่อมาว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ออกมาปกป้องอย่างแข็งขันกับบริษัทดาวเทียมทั้งห้านี้ว่า “อย่าไปกังวลกับคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์”
และจะเห็นได้ว่าก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามอิหร่านแค่เพียงหนึ่งเดือน จีนได้เร่งรุดขุดลอกแนวปะการังจำนวนมาก เพื่อนำเอาปะการังเหล่านั้นขึ้นไปถมเป็นพื้นแผ่นดิน และยังสร้างท่าเรือ สร้างอาคาร ลานจอดเฮลิคอปเตอร์อีกหลายแห่งบนเกาะที่สร้างขึ้นมาอีกด้วย
โดยเกาะเทียมแห่งนี้เป็นที่ใหญ่ที่สุดในเขตน่านน้ำที่อยู่ในเขตพิพาทของทะเลจีนใต้
ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆของจีนในทะเลจีนใต้ ถือเป็นการส่งสัญญานว่า จีนอาจจะสร้างเส้นทางเดินเรือ ให้กลายเป็นเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลกก็เป็นไปได้
และยังดูเหมือนว่าการเร่งรับสร้างเกาะเทียมขึ้นมาในเขตพิพาทนอกชายฝั่งเวียดนามอย่างเงียบๆในครั้งนี้ จีนอาจจะต้องการให้ปักกิ่งยังคงครองอำนาจเหนือเส้นทางการเดินเรือ ที่เกาะแห่งนี้อาจจะกลายเป็นฐานทัพสนับสนุนกองทัพเรือของจีนก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน
ส่วนการที่ประธานาธิบดีทรัมป์มักจะคุยโวโอ้อวดว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเพื่อนรักของเขาและแน่นอนว่าเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบกับเขาในการเจรจาครั้งนี้ ก็คงจะเดินเข้ามาสวมกอดกับเขาทันทีที่พบหน้ากัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดโอ้อวดในครั้งนี้จะเกิดขึ้นมาหรือไม่? เพราะตามประเพณีของชาวเอเชียมักจะไม่นิยมสวมกอดกัน!!!
และยังเป็นที่แน่นอนว่า การเจรจาในครั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็อาจจะเชื้อเชิญให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางไปเยือนสหรัฐฯบ่อยยิ่งขึ้น และอาจจะขอร้องให้จีนมีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพของโลกมากยิ่งๆขึ้น
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นขณะนี้ดูเหมือนว่า จีนกำลังมีดุลการค้าที่เหนือกว่าสหรัฐฯไปอย่างมหาศาลหลายขุม ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าในการประชุมสุดยอดในวันที่ 14 พฤษภาคม 2026นี้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” คงจะพยายามเจราจาต้องการที่จะให้ดุลการค้าที่มีกับจีนลดต่ำลง ส่วนกรณีของสงครามอิหร่านนั้น ก็เป็นที่แน่นอนอีกเช่นกันว่า เขาคงจะผลักดันให้ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง”ช่วยเจรจาหาทางยุติสงครามกับอิหร่าน ส่วนกรณีของไต้หวัน เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐฯเป็นฝ่ายขายอาวุธให้แก่ใต้หวันเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นหลักที่จีนอาจจะยืนกรานว่า ต้องการที่จะรวมไต้หวันให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซึ่งหากจะลองวิเคราะห์ถึงการเจรจาของทั้งพญาอินทรีกับพญามังกรในการประชุมสุดยอดครั้งนี้กันแล้ว ดูเหมือนว่าคงจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร เพราะมีประเด็นที่ยังร้อนแรงจับแล้วลวกมืออีกหลายๆประเด็นที่ยังหาทางออกไม่ได้ และหากจะมองไปในระยะยาวกันแล้ว โอกาสที่สหรัฐฯและจีนจะปะทะทำสงครามเศรษฐกิจต่อกัน ก็อาจจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ละครับ








