คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ /ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เวลาที่ผ่านไปแค่ปีกว่าๆ จะมีผลทำให้คะแนนนิยมของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ร่วงหล่นรูดกราวลงไปกว่า 60% เลยทีเดียว
ดูเหมือนว่าเมื่อครั้งที่เขาก้าวเข้าไปดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวในวาระที่สอง เขาได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันอย่างท่วมท้น ซึ่งตอนนั้นจะเห็นได้จากผลของการหยั่งเสียงที่ “กัลลัปโพล” (Gallup Poll) ออกมาเปิดเผยว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ 9 ใน 10 คน ต่างมีความพึงพอใจที่ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับเลือกเข้ามารับตำแหน่งอีกคราหนึ่ง!!! โดยผลการหยั่งเสียงของกัลลัปโพลในครั้งนั้น ก็ยังเปิดเผยออกมาอีกเช่นกันว่า สมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันถึง 99% ต่างรู้สึกภูมิใจที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง ส่วนสมาชิกในค่ายพรรคเดโมแครต 84% ต่างทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ในการที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับชัยชนะในสมัยที่สอง
อย่างไรก็ตาม จากผลการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในสมัยที่สองของเขา แสดงออกมาให้เห็นว่า “ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มิได้แปลกใจที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะในสมัยที่สอง” ซึ่งมองๆ ไปแล้ว ช่างแตกต่างจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในสมัยแรกเมื่อปี ค.ศ. 2016 โดยสิ้นเชิง และในทางกลับกัน ยังปรากฏออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อีกเช่นกันว่า คะแนนนิยมของ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ก็ร่วงหล่นลงจากที่เคยมีอยู่ 43% เหลืออยู่แค่เพียง 40% เท่านั้น
นอกจากนั้นแล้วก็ยังปรากฏออกมาอีกด้วยว่า ในการก้าวเข้าไปรับตำแหน่งในสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ปี ค.ศ. 2025 พรรครีพับลิกันก็ได้รับความไว้วางใจต่ออเมริกันชนเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน จนบรรดาสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันสามารถเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากได้ทั้งในวุฒิสภาและในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในวุฒิสภานั้น พรรครีพับลิกันเข้าไปนั่งครองเสียงข้างมากอยู่ที่ 53 ต่อ 47 เสียง ส่วนในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันก็เข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากอยู่ที่ 220 ต่อ 215 เสียง
เมื่อลองวิเคราะห์ถึงการก้าวเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ตอนใหม่ๆ กันดูแล้วจะเห็นได้ว่า ชัยชนะของเขาสามารถพลิกฟื้นให้พรรครีพับลิกันได้กลับมามีความหวัง มีความโล่งใจ และมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน ในค่ายของพรรคเดโมแครตกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ท้อแท้ และความผิดหวัง แต่ดูเหมือนว่าสมาชิกในค่ายพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ต่างก็ทำใจยอมรับว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับชัยชนะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แถมยังมีชัยชนะสูงกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2016 ด้วยซ้ำไป”
อนึ่ง จากการให้สัมภาษณ์ของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในสมัยที่สองผ่านสื่อเป็นครั้งแรกทาง “สถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีซี” (NBC) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2024 ที่ครั้งนั้นทำให้พวกเราพอได้เห็นแนวโน้มอย่างลางๆ แล้วว่า เมื่อเขาก้าวเข้าไปสู่ทำเนียบขาวแล้วเขาจะทำอะไรบ้าง ซึ่งการให้สัมภาษณ์ในครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าเขาส่งสัญญาณชูธงว่า จะเร่งปราบปรามผู้ที่เข้าสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดและทันที อีกทั้งเขาจะอภัยโทษให้แก่ผู้ที่เข้าไปก่อเหตุบุกรุกรัฐสภาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2021 จำนวนกว่าสองพันคน ซึ่งขณะนั้นมีประมาณ 562 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก (จากข้อมูลของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2024)
และในวันสาบานตนเพื่อเข้าสู่ทำเนียบขาวในสมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025* ปรากฏออกมาว่า บรรดานักโทษที่ถูกคุมขังทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว แถมเขาก็ยังประกาศข่มขู่ต่อไปอีกว่า จะหาทางแก้แค้นด้วยการจับกุมศัตรูทางการเมืองของเขาเข้าไปขังอยู่ในคุกแทน!!!
สำหรับเรื่องการเนรเทศชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายนั้น เขาก็ยังเอ่ยปากบอกว่า จะอนุญาตให้กับเยาวชนนักล่าฝันที่เรียกกลุ่มนี้ว่า “ดรีมเมอร์ส” (Dreamers) ที่อพยพติดตามบิดาและมารดาเข้าสหรัฐฯ แบบผิดกฎหมายโดยมิรู้อิโหน่อิเหน่ ซึ่งขณะนี้เยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ และบางคนก็ยังมีธุรกิจเป็นหลักเป็นฐานมั่นคงแล้ว สามารถพำนักอาศัยต่อไปได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาเมื่อปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นสมัยของรัฐบาลยุค “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ได้เป็นผู้ริเริ่มเปิดโอกาสให้แก่กลุ่มดรีมเมอร์ผู้สานฝันที่มีอยู่ประมาณแสนกว่าคน โดยสมัยแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าไปรับตำแหน่ง เขาเพียรพยายามที่จะยกเลิกโครงการดังกล่าวแต่กลับถูกศาลฎีกาไม่เห็นด้วย
ในกรณีของเด็กทารกที่เกิดในสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้รับหลักประกันในข้อรัฐธรรมนูญที่ว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ให้ถือว่าพวกเขามีสัญชาติเป็นคนอเมริกันโดยอัตโนมัติ” จึงเป็นที่มาที่ทำให้บรรดาชาวต่างชาตินิยมจะอุ้มท้องเดินทางเข้าไปสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ลูกของพวกเขาเกิดในสหรัฐฯ และได้รับสิทธิประโยชน์ทุกๆ อย่างตามที่พึงมีพึงได้ หรือที่เรียกกันว่า “Birthright” แต่ดูเหมือนว่าต่อไปในอนาคต ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะยกเลิกสิทธิข้อนี้ออกไป
คราวนี้เราลองหันมาดูกันว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ในขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง
จากการดำเนินนโยบายแบบตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับการเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน จนสร้างความปั่นป่วนและสร้างปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงให้แก่ชาวอเมริกันเป็นจำนวนมหาศาล มีผลปรากฏให้เห็นล่าสุดนี้ว่า สำนักหยั่งเสียงชื่อดังระดับชาติถึง 5 แห่ง อันได้แก่ American Research Group ,Quinnipiac University poll ,Emerson College poll ,YouGov poll ,New York Times poll
ได้เปิดเผยครั้งล่าสุดว่า ขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ร่วงลงเหลือแค่เพียง 34% เท่านั้น โดยสำนักหยั่งเสียงทั้ง 5 แห่งนี้ ออกมาเปิดเผยขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) จะมีขึ้นในอีกห้าเดือนข้างหน้า ที่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ขณะนี้เขามีอำนาจครอบงำได้อย่างเบ็ดเสร็จ!!!
กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่าแรกๆ ของการบริหารประเทศ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะสามารถสร้างผลงานได้ถูกตาต้องใจคนอเมริกันอย่างยอดเยี่ยมก็ตาม แต่เนื่องจากการที่เขาด่วนตัดสินใจจนมีผลทำให้เกิดการผิดพลาดอย่างมหันต์ ในการเข้าไปร่วมจับมือกับอิสราเอลเปิดศึกโจมตีอิหร่าน ซึ่งครั้งนี้ชาวอเมริกันต่างไม่เห็นด้วย แถมยังไม่พอใจตั้งแต่เริ่มต้นการทำสงคราม แถมประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรอันดีกับสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในสงครามครั้งนี้ จนมีผลทำให้คะแนนนิยมของเขาร่วงหล่นลงเหลือแค่เพียง 34%
และถึงแม้ว่าการเฉลิมฉลองวันสถาปนาครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ (United States Semiquincentennial) ที่จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ก็ยังปรากฏออกมาให้เห็นถึงเค้าลางไม่ดีอีกด้วยว่า เหล่าบรรดาศิลปินนักแสดงและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายๆ คน ต่างออกมาป่าวประกาศว่า จะไม่ขอเข้าไปร่วมฉลองวันสถาปนาครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เนื่องมาจากพวกเขาไม่ต้องการที่จะเข้าไปนั่งฟังประธานาธิบดีทรัมป์พูดประกาศยกยอปอปั้นตัวเอง อีกทั้งเหล่าศิลปินเหล่านั้นต่างคิดว่า ทั้งหมดทั้งมวลของงานเฉลิมฉลองคงจะเต็มไปด้วยเกมการเมือง พวกเขาจึงพากันถอนตัวกันแบบกราวรูด จนทำให้โปรแกรมการเชิญศิลปินชื่อดังเข้าไปร่วมฉลองในงานนี้อาจจะกลายเป็นหมันไปละครับ








