ท่ามกลางคลื่นลมพายุทางเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำโลกอย่างไม่ขาดสาย การที่ประเทศไทยจะประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตได้นั้น จำเป็นต้องมี “แม่ทัพเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้ในตำรา แต่ต้องมีความเข้าใจในต้นเหตุของปัญหาอย่างถ่องแท้ ซึ่งในนาทีนี้คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญในการตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องเพื่ออนาคตของชาติ แม้ทางเดินนั้นจะต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพียงใดก็ตาม
การตัดสินใจผลักดัน พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่ลุกลามมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถือเป็นบทพิสูจน์หัวใจของผู้นำที่มองการณ์ไกล เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่เปรียบเสมือนพายุ 5 ระลอกที่ซัดเข้าหาไทยพร้อมกัน ทั้งวิกฤตสงคราม ราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่ถดถอย หากเรามัวแต่หวาดกลัวคำว่า “หนี้” จนไม่กล้าขยับตัว ประเทศคงต้องจมดิ่งลงในหลุมดำของความเปราะบางอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดร.เอกนิติ ได้ทำให้เห็นว่า การกู้เงินภายใต้เพดานหนี้ที่เหมาะสมและการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่คือการลงทุนเพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับคนไทยทุกคนในระยะยาว
หัวใจสำคัญของเงินกู้ก้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเยียวยาค่าครองชีพและช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐาน “การเปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญของประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างพลังงานสมัยใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนและมีราคาสูง การมองข้ามช็อตไปถึงการสร้างต้นทุนพลังงานที่มั่นคงในระยะยาวนี้เอง ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยอย่างยั่งยืน
แม้จะลุยงานในภาพใหญ่แล้ว ดร.เอกนิติ ยังได้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการทำงานที่ “ไม่ละเลยเรื่องใกล้ตัว” อย่างการปรับโครงสร้างภาษีให้ทันสมัยเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บรายได้แก่รัฐเพิ่มเติม เพื่อลดการขาดดุลในระยะยาว เช่น การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลข้ามชาติเพิ่มเติม การเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่มูลค่า 1 บาท และยังมีโครงการค้างท่อจากฝั่งสรรพสามิตที่รอให้ ดร.เอกนิติ ไฟเขียว อย่างการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการจัดเก็บรายได้ของสรรพสามิตโดยไม่ต้องพึ่งพาการแก้กฎหมายให้ยุ่งยาก และผ่านการศึกษามาอย่างดีแล้ว
นโยบายเหล่านี้ล้วนมีผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะนอกจากจะไม่กระทบกับประชาชนในวงกว้างแล้ว ยังเป็นการปิดช่องโหว่ของโครงสร้างภาษีเดิมที่ทำให้รายได้รัฐรั่วไหลจากการเลี่ยงบาลีของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งง่ายต่อการสร้างความเข้าใจกับสังคมเพื่อลดแรงเสียดทานได้ดีกว่าการมุ่งทำแต่นโยบายใหญ่ ๆ เพียงอย่างเดียว ความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่าทีมเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้หวังผลเพียงคะแนนนิยมฉาบฉวย แต่เป็นการทำงานเพื่อเป้าหมายระยะยาวอย่างแท้จริง
ความเชื่อมั่นในฝีมือการบริหารของดร.เอกนิติ ไม่ได้มีเพียงในประเทศเท่านั้น แต่ในสายตาโลกอย่าง Moody’s ยังคงให้ความเชื่อมั่นในระดับ Baa1 พร้อมมุมมองความน่าเชื่อถือที่ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้ มีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง และมุ่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งเล็กและใหญ่ จึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การมีผู้นำที่ “กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดสินใจ” ในช่วงเวลาที่ประเทศอ่อนแอ คือกุญแจสำคัญที่จะพาคนไทยก้าวข้ามทุกวิกฤตปากท้องและเดินหน้าสู่อนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม








