รัฐบาล “อนุทิน 2” ต้องตัดสินใจเลือกทาง “ถอย” ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใต้กรอบระยะเวลา 90 วัน หลังจากที่ต้องเจอแรงต่อต้าน คัดค้านรอบทิศรอบทาง
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เปลี่ยนแผน ไม่ลงพื้นที่ภาคใต้ ที่จะใช้เดินหน้าโครงการ ด้วยให้เหตุผลว่ารอผลการศึกษาจากคณะกรรมการฯ ชุดที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ศึกษาให้แล้วเสร็จเสียก่อน
เท่ากับว่า จากนี้ไปอีก 90 วัน แรงกดดัน และเสียงต่อต้านโครงการอภิมหาโปรเจค อย่างแลนด์บริดจ์ จะยังอยู่ในจุดที่ไม่มีใครไปแตะหรือหยิบขึ้นมา “เขย่า” รัฐบาล ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย
เมื่อแลนด์บริดจ์ ถูกพักเอาไว้ แต่รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยวันนี้ที่ประชุมครม.ให้ความเห็นชอบ ไปเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นนายกฯอนุทิน นำครม.ทั้งคณะ เปิดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ชี้แจงถึงเหตุและความจำเป็นที่รัฐบาล “รอไม่ได้” เมื่อศึกที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำเอาโลกสั่นสะเทือน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
นายกฯอนุทิน ชี้แจงถึงหลักใหญ่ใจความว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ลุกลามจากปัญหาราคาน้ำมัน ไปถึงเรื่องค่าครองชีพ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งสกัด พร้อมกันนี้ยังจะดำเนินการออกมาตรการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน กลุ่มเปราะบาง และภาคการเกษตร
อย่างไรก็ดี การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สำหรับรัฐบาล มีขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านและเสียงเตือนจากหลายต่อหลายฝ่าย ทั้งการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติ นำเรื่องใหญ่ เข้าสู่สภาฯ
แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์ล่าสุด อาจทำให้รัฐบาลต้อง “สะดุด” เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ใช่แค่ “ส่งเสียงเตือน” แต่ยังเดินหน้าขยับ ด้วยการเตรียมยื่นคำร้องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง “กรณ์ จาติกวณิชย์” รองหัวหน้าพรรคและ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ ยื่นยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการ “ขัดขวาง” รัฐบาล แต่เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เลือกใช้แนวทางอื่น อย่าง ออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ
นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ ยังเห็นว่ารัฐบาลมีช่องทองอื่นที่สามารถทำได้ โดบไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้ และพรรคเคยเสนอตั้งแต่ช่วงเกิดปัญหาราคาน้ำมันตั้งแต่แรก แต่รัฐบาลไม่ทำ
ดังนั้นเท่ากับว่า การออกมาเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เตรียมร่างคำร้องเอาไว้เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ อาจเป็น “โจทย์ยาก” สำหรับรัฐบาล นายกฯอนุทิน ตามมา
จะเว้นก็แต่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะอยู่ในสภาพ “ติดล็อก” เพราะจะต้องได้เสียงสส. 1 ใน5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เท่ากับว่าต้องได้ 100 เสียง แต่ ในตวามเป็นจริงคือ พรรคประชาธิปัตย์มี “21 เสียง” ดังนั้นต้องไปรวบรวมเสียงที่ยังขาดอยู่อีก 79 เสียง จากพรรคฝ่ายต้านด้วยกันเอง
และนี่อาจเป็น “จุดตาย” สำหรับ เกมในสภาฯ ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่าย ถือความได้เปรียบเอาไว้ในมือ รวมทั้งยังต้องจับตากันในช็อตต่อไปว่า พรรคพวกฝ่ายค้านทั้ง “พรรคประชาชน” และ “พรรคกล้าธรรม” จะเอาด้วย ล่มหัวจมท้าย กับพรรคสีฟ้า ในปฏิบัติการขวางพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านด้วยหรือไม่ ?








