คนโลกสวย /ทวี สุรฤทธิกุล
ข่าวคราว (คาว?) ของพระทุกวันนี้มีมาก อาจจะเป็นเพราะพระทำผิดมาก หรือชาวบ้านนั้น “ปากมาก” รวมถึงมีสื่อสมัยใหม่ต่าง ๆ คอยจับผิดพระเป็นจำนวนมาก ก็เลยมองเห็นกันมากจนเอือมระอา
วันก่อนคุยไลน์กับเพื่อนที่สหรัฐอเมริกา ส่วนมากเธอจะโทรมาบ่นเรื่องข่าวคราวต่าง ๆ ของประเทศไทย ว่าทำไมมีแต่เรื่อง “คาว ๆ” หรือเรื่องเสียหายมากเหลือเกิน และเรื่องล่าสุดที่คุยกันก็คือเรื่องคาว ๆ ของพระผู้ใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งในเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่คุยกัน (ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เป็นโทรศัพท์ผ่านโอเปอเรเตอร์คงต้องจ่ายกันเป็นหมื่น ๆ) เธอจะเปรียบเทียบถึงพระสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกากับในไทยว่ามี “วัตรปฏิบัติ” แตกต่างกันอย่างไร ทำไมพระสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาจึงมีเรื่องเสียหายน้อย สุดท้ายก็มาคุยกันเรื่องจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยเธอบอกว่าปัญหาของประเทศไทยคือ คนทั้งหลายโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ชอบไปยุ่งกับพระมากเกินไป
“คนธรรมดาอย่างเราไม่ควรยุ่งเรื่องของพระ” เธอว่าอย่างนั้น
เรื่องที่คุยกันทั้งหมด ผู้เขียนขอจับความมาเฉพาะในส่วนที่พูดถึง “ความดี–ความไม่ดี” ของพระ ที่เธอได้ให้มุมมองที่อาจจะดูแปลกไป นั่นคือ “อย่าไปยุ่งเรื่องของพระ” โดยที่สหรัฐอเมริกานั้นก็มีวัดไทยอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่ ๆ ที่รู้จักกันดีก็เช่นที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งพระผู้ใหญ่จากประเทศไทยชอบไปเยี่ยม เนื่องจากมีคนไทยอยู่มาก เรื่องของวัดไทยที่โด่งดังเรื่องหนึ่งก็คือวัดพรหมคุณาราม ในเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา กรณีมีคนร้ายบุกเข้าไปฆ่าพระ เณร แม่ชี และฆราวาส รวม 9 ศพ เมื่อ พ.ศ. 2534 ที่ทำให้คนอเมริกันเริ่มสนใจในชีวิตของพระและคนไทยตามเมืองต่าง ๆ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลให้เกิดความตระหนกตกใจแต่เฉพาะคนไทย แต่ได้สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้คนอเมริกันเป็นอย่างมากด้วย
อย่างไรก็ตามวัดไทยในสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่นับร้อย ๆ วัด (ทั้งวัดใหญ่ ๆ และที่เป็นสำนักสงฆ์ ตลอดจน “สำนักเจ้าลัทธิ”) ไม่ค่อยจะมีเรื่องราวฉาวโฉ่หรือการทำผิดกฎหมายอะไรมากนัก เพราะกฎหมายที่สหรัฐอเมริกานั้น “ศักดิ์สิทธิ์” แค่ไม่กวาดใบไม้หรือกำจัดขยะในวัดให้เรียบร้อยก็ต้องเสียค่าปรับ โดยไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนในวัดแม้แต่เจ้าอาวาสที่บางวัดเป็นพระสงฆ์ผู้ใหญ่จากเมืองไทย ตำรวจสหรัฐฯ ก็ไม่เกรงใจ ที่สำคัญทุกคนทุกชาติที่ไปอยู่ในสหรัฐฯ ต้อง “รู้กฎหมาย” คือมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ ให้ดี เมื่อเป็นอย่างนี้เจ้าหน้าที่ของเมืองก็ไม่ต้องไปรบกวนกับพระหรือคนที่วัด เว้นแต่จะมีการทำผิดกฎหมาย จึงจะเข้าไปจัดการอย่างเด็ดขาดดังกล่าว
เพื่อนของผู้เขียนเธอบอกว่า พระสงฆ์ในประเทศไทยคงไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องกฎหมาย หรืออาจจะเป็นเพราะในประเทศไทยมีการ “อะลุ่มอล่วย” กันมากจนเกินไป เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและตำรวจของไทยนั่นเองที่ปล่อยปละละเลยให้พระสงฆ์กระทำผิด ชอบ “ตักเตือน” มากกว่าที่จะ “ลงโทษ” หรือเอาผิดกับพระ ซึ่งก็แน่นอนว่าวัฒนธรรมของเราเคารพพระสงฆ์ไว้ในที่สูงส่ง และเรื่องของความไม่เคารพกฎหมายนี้ อาจจะถือว่าเป็น “เรื่องธรรมดา” ของคนไทยจำนวนมากก็ว่าได้ แต่ทั้งที่เคารพบูชาพระสงฆ์เป็นอย่างสูง แต่คนไทยและเจ้าหน้าที่ของไทยก็ปฏิบัติกับพระสงฆ์อย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการรุมด่าประณามพระสงฆ์เหล่านั้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าทำผิดจริง ๆ หรือไม่ ต่างกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่ต้องมีหลักฐานอย่างคาหนังคาเขา จึงจะเข้าจับกุม หรือถ้าจับได้แต่ยังมีหลักฐานไม่พอก็ยังไม่แถลงข่าวหรือเปิดเผยรูปคดีให้เสียหาย รวมถึงคนอเมริกันก็เคารพสิทธิในตัวบุคคลของผู้อื่น ก็จะไม่ค่อยชอบที่จะ “นินทาว่าร้าย” หรือวิพากษ์วิจารณ์อะไรให้เอิกเกริก
หลายคนคงจะจำเรื่องพระคึกฤทธิ์แห่งวัดนาป่าพงได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนได้เกิดเรื่องฟ้องร้องเรื่องการยักยอกเงิน เพราะมีการโอนเงินให้สีกาไปตั้งมูลนิธิเพื่อการจัดการดูแลวัดไทยในเยอรมนี แต่สีกาไม่ได้เอาเงินไปจัดตั้งมูลนิธิ จนเมื่อสามปีก่อนศาลเยอรมันก็ได้ตัดสินว่าสีกานั่นเองที่เป็นคนยักยอก และให้พระคึกฤทธิ์พ้นผิด ทว่าระหว่างนั้นสื่อไทยและคนไทย “ปั่นข่าว” กันสนุกสนานว่า พระคึกฤทธิ์มีเรื่อง “คาว” กับสีกา พอดีกับในเวลาไล่ ๆ กันก็มีข่าวเรื่อง “ทิดแย้ม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ซึ่งถูกฟ้องเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน ในข้อหายักยอกทรัพย์นับเป็นพัน ๆ ล้าน และศาลได้ตัดสินเมื่อวันที่ 21 ที่เพิ่งผ่านมานี้ว่ามีความผิดจริง ถูกตัดสินให้จำคุก 50 ปี แต่เรื่องที่คนไทยให้ความสนใจกลับเป็นเรื่อง “สีกาเก็น” ที่เป็นจำเลยร่วม ในข่าว “คาว” ที่ว่า “มีอะไร” กับทิดแย้มหรือไม่ โดยสีกาเก็นก็มีความผิดแค่ร่วมกันยักยอกทรัพย์ แต่รับโทษเบากว่าทิดแย้มมาก คือแค่ 8 ปี
อีกข่าวหนึ่งที่เป็นที่ฮือฮาเกี่ยวกับพระสงฆ์ไทยก็คือ คดีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลุดคดียักยอกทรัพย์ที่มีการนำเงินไปลงทุนกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพราะคดีขาดอายุความ และมีข่าวร่ำลือว่าเขาได้กลับประเทศไทยแล้ว แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีการ “ทำบุญใหญ่” ที่วัดพระธรรมกาย เพราะมีการบอกว่าอดีตพระธัมมชโยอาจจะมาปรากฏตัว ทำให้มีพระสงฆ์จากทั่วประเทศและฆราวาสนับเป็นหมื่น ๆ ไปร่วมทำบุญที่วัด แต่ที่สุดก็ไม่ปรากฏว่าพระธัมมชโยได้มาร่วมงานแต่อย่างใด ประเด็นก็คือ คดีนี้มีการช่วยเหลือกันหรือไม่ และถ้าพระธัมมชโยเกิดหลุดจากทุกคดี จะยังให้กลับมาบริหารวัดพระธรรมกายอยู่หรือไม่ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะจัดการกับวัดพระธรรมกายนี้ต่อไปอย่างไร
เมื่อปี 2529 ผู้เขียนเข้ารับราชการที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่หน่วยงานนี้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ “หาข่าว” อย่างใกล้ชิดก็คือเรื่องวัดพระธรรมกาย ผู้เขียนมีเพื่อนที่อยู่ในทีมเฉพาะกิจนี้เขามาเล่าให้ฟังเท่าที่จะเล่าได้ว่า มีผู้ใหญ่บางคนในรัฐบาลมองว่า วัดพระธรรมกายนี้อันตรายเสียยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ เพราะคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องของลัทธิการเมืองที่คนไทยยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก ที่เป็นคอมมิวนิสต์มาก ๆ ในสมัยก่อนก็เพราะถูกสั่งสอนให้เกลียดชังข้าราชการ แต่ลัทธิพระธรรมกายนั้นได้อาศัยศาสนาพุทธที่คนไทยเคารพนับถืออยู่แล้ว “ล้างสมอง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้นำของลัทธินี้อาจจะชักจูงให้คนที่ “คลั่งลัทธิธรรมกาย” ทำอะไรก็ได้
ผู้เขียนนำเรื่องนี้ไปถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าน่ากลัวถึงขนาดนั้นจริงหรือ โดยตอนนั้นท่านก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกายอยู่บ้าง ท่านบอกว่าก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเรื่องนี้เป็นกระแสของ “ความคลั่ง” ที่ไม่ใช้แค่งมงาย จึงดูน่ากลัว พอดีตอนนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับ “มหาจำลอง” พลตรี จำลอง ศรีเมือง ที่ก็มีคน “คลั่ง” อยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า อาจจะเป็นนิสัยคนไทยด้วยส่วนหนึ่งที่ชอบ “ตามแห่” คือพอมีเรื่องอะไรที่อึกทึกโครมครามขึ้นมาก็พากัน “แตกตื่น” ร่วมแสดงอารมณ์ร่วม อย่างคนที่มีคนที่นับถือกันว่าเป็น “ผู้วิเศษ” หรือ “มนุษย์ประหลาด” (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนถึงมหาจำลองในบทความซอยสวนพลูว่าเป็น “มนุษย์ต่างดาว”) ก็พากันนับถือไปโดยไม่คิดอะไร แต่ความนับถือแบบนี้ก็จะหมดไป เมื่อคนนั้น ๆ หมดความวิเศษหรือสิ้นความประหลาด
อย่างไรก็ตามท่านก็ไม่เห็นด้วยกับสุภาษิตไทยที่มีบอกว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ที่สอนให้ชาวบ้านไม่ควรไปตำหนิติเตียนหรือวิพากษ์วิจารณ์พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่านบอกว่าถึงอย่างไรพระเหล่านี้ก็เป็นคนที่ต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับชาวบ้านนั่นแหละ มีบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ตามอาชีพหรือฐานะของแต่ละคน รวมถึงที่ต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง ถ้ายังประพฤติตัวดีก็ชื่นชมนิยมกันไป แต่ถ้าทำผิดทำพลาดอะไร ก็ควรที่ผู้คนจะตำหนิติเตียนหรือเสนอแนะให้พระสงฆ์เหล่านั้นปรับปรุงแก้ไขได้
ลองคิดใหม่เปลี่ยนแปลงสุภาษิตเป็นอย่างนี้ “ทำดีต้องสรรเสริญ ทำชั่วเกินต้องด่าได้” เราก็จะเป็นคนที่ “ใกล้วัด” อยู่เสมอ เพราะช่วยกันเป็นหูเป็นตาช่วยกันดูแลพระศาสนานี้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป
#พระสงฆ์ #สังคมไทย #ศาสนา #มุมคิด #ค่านิยม #กฎหมาย #ข่าวสังคม #วิเคราะห์สังคม #คิดต่าง #บทความน่าอ่าน #siamrathonline








