การตัดสินใจก้าวขึ้นสู่ ตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” วันนี้ ในทางการเมืองแล้ว ต้องยอมรับว่า นี่คือไฟวท์บังคับที่ “ผู้กองนัส” ต้องเล่นเอง แสดงบทนำ ในสถานการณ์ที่พรรคกล้าธรรมเอง แม้ “ชนะศึกเลือกตั้ง” แต่กลับยัง “พ่ายเกมการเมือง”
การตัดสินใจขึ้นมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ในวันนี้สำหรับร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นเรื่อง “ทางการ” เท่านั้น เพราะไม่มีใครที่ไม่รับรู้ว่าการเติบโตของ “กล้าธรรม” นั้นล้วนแล้วแต่มาจากแรงผลักดัน จากร.อ.ธรรมนัส ทั้งสิ้น
ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส นั่งในตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค แต่สามารถทำให้พรรคโตแบบก้าวกระโดด หลังผ่านการเลือกตั้งมาเพียง ครั้งเดียวด้วยซ้ำ !
เดิมกล้าธรรม มี สส.ในมือ 24 คน แต่เมื่อเสร็จศึกจากสนามเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา “พรรคกล้าธรรม” สร้างสถิติการเมืองที่สร้างความฮือฮา เพราะร.อ.ธรรมนัส พาสส.เข้าสภาฯมาได้ถึง 58 คน เรียกว่าโตขึ้น 3 เท่า ทำเอาพรรคใหญ่ต้องหันมามอง
เมื่อโตอย่างก้าวกระโดด แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล และเมื่อเทียบกับพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาชาติ ซึ่งมี 5 เสียง กลับได้เข้าทำเนียบฯไปทำงานกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย
การไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล สำหรับพรรคกล้าธรรม เป็นเรื่องใหญ่ และมีความสำคัญ เนื่องจากพรรคกล้าธรรม ย่อมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “พรรคฝ่ายค้าน”
ดังนั้นเมื่อ 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม ต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ในสภาฯ แต่จะค้าน จะชำแหละรัฐบาล “หนู 2” กันดุเดือดแค่ไหน ในเมื่อ “วันข้างหน้า” คืออะไรที่ไม่แน่นอน !
เพราะพรรคกล้าธรรม คงไม่คิดเป็นฝ่ายค้าน “ไปตลอด”
ร.อ.ธรรมนัส เปิดใจตอนหนึ่ง กับบรรดาสมาชิกพรรค ถึงสิ่งที่เขาเองและพรรคถูกตั้งข้อสังเกต ถึงการทำหน้าที่ ว่า จะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายคอย รอเข้าร่วมรัฐบาล
“ เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายแค้น นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นออกมาว่าเป็นฝ่ายคอย แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เรามีศักดิ์ศรีของการเป็นนักการเมือง”
ความจริงใจ และจริงจัง ในจุดยืนทางการเมืองของร.อ.ธรรมนัส ในวันที่เขาเองต้องขึ้นมาสู่บทนำอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ ลูกพรรค ไปจนถึง “บ้านใหญ่” ที่ดึงเข้ามางาน อย่าง “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นั่งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ซึ่งเฉลิมชัย นับว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกจับตา ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร แต่สุดท้ายเจ้าตัวไม่ทิ้งร.อ.ธรรมนัส ไปไหน
อย่างไรก็ดี การเมืองคือไม่แน่นอน ทั้งโอกาสที่พรรคกล้าธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคอะไหล่ รอเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยความสัมพันธ์ที่มีกับ “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่กว่าจะถึงวันข้างหน้า หากหนทางยังอีกยาวไกล พรรคกล้าธรรม 58 เสียง ที่มีอยู่นั้นอย่าลืมว่า ที่เป็น “เลือดแท้” ร.อ.ธรรมนัส ปลุกปั้น ขึ้นมานั้น ย่อมไม่ใช่ “ทั้งหมด”
ความแข็งแกร่งของพรรคกล้าธรรม ยังมีหนทางและอุปสรรคที่ยังรออยู่ และแน่นอนว่าร.อ.ธรรมนัส ย่อมประเมินสถานการณ์ได้ การประกาศขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค คือหนึ่งในกลยุทธ์ ที่ต้องทำ ให้ดู !!








