วันที่ 13 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
ถอดรหัสเกมการเมืองสองหน้า จากทริปอินโดนีเซียของ 3 นายกฯ ชินวัตร ถึงจังหวะ “มือลั่น” ของนายกฯ อนุทิน แชร์คลิป “ทักษิณดีลกุ้งมาเลเซีย” สัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้
การเมืองไทยเวลานี้...ไม่ใช่เรื่องของคนที่จะมาฉายเดี่ยวหรือบินเดี่ยว เพราะถ้าทำงานคนเดียว เขาเรียก ทำ“การบ้าน” แต่ถ้าจะทำการใหญ่ระดับประเทศ มันคือ ทำ“การเมือง”
คำว่าทำการเมือง...ต้องใช้คนมาก ต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาอยู่รวมกันให้มาก มีขุนพล มีแม่ทัพ มีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา มาร่วมแรงร่วมใจกัน เหมือนดั่งสุภาษิตโบราณที่ว่า “ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า ไหมเส้นเดียวไม่เป็นด้าย” ต่อให้เป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตแค่ไหนก็สร้างผืนป่าไม่ได้ ลำพังเส้นไหมเส้นเดียวก็ถักทอเป็นผืนผ้าที่แข็งแกร่งไม่ได้ การเมืองจึงเป็นเรื่องของการรวบรวมกองทัพและแนวร่วม
จากประสบการณ์ที่ผมทำงานเคียงข้างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมา วันนี้ผมขอส่องสปอตไลต์ชำแหละ “สงครามเงียบ” ที่กำลังเกิดขึ้นให้พ่อแม่พี่น้องได้เห็นภาพกันครับ
1. “ป่าล้อมเมือง” และการสร้างบารมีระดับสากล
การที่ 3 นายกฯ จากตระกูลชินวัตร (คุณทักษิณ, คุณยิ่งลักษณ์, คุณแพทองธาร) เดินสายเยือนอินโดนีเซียและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่ใช่แค่ทริปครอบครัวธรรมดา ในเชิงสถิติไม่มีพรรคไหนปั้นนายกฯ ได้เกิน 2 ครั้ง แต่กลุ่มเครือข่ายนี้กลับผลักดันคนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ถึง 6 คน การจัดวางพื้นที่อำนาจนอกประเทศครั้งนี้ ในมุมมองของผู้เขียนอาจตีความได้ว่า เป็นการใช้ภาพลักษณ์สากลย้อนกลับมาสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยในจังหวะที่เหมาะสม เพราะเวลานี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล การขยับตัวพบผู้นำระดับประเทศจึงสะท้อนภาพบารมีและคอนเนกชันที่พร้อมคานดุลอำนาจกับ “ตึกไทยคู่ฟ้า” ได้ตลอดเวลา
2. ภาวะผู้นำสไตล์ “มหาเสนาธิปัตย์” ใช้คนจากจุดแข็ง ไม่มองหาตำหนิ
หัวใจของการสร้าง “ผืนป่า” ทางการเมือง คือภาวะผู้นำที่ซื้อใจคนเก่งและตอบแทนคนทำงานอย่างถึงที่สุด ใครที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขคุณทักษิณไม่เคยลืม ดังเช่นกรณีของ คุณจักรภพ เพ็ญแข ที่แม้จะมีชะตากรรมทางการเมืองและยังมีคดีความค้างคาอยู่ แต่คุณทักษิณเลือกที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้น ไม่เสียเวลาหาตำหนิ แต่เลือกมองหา "จุดแข็งและความสามารถที่แท้จริง" พร้อมดึงกลับมาช่วยงานและให้โอกาสกลับคืนสู่สภาเป็น ส.ส. สมัยแรก แต่ก่อนหน้าเป็น โฆษกรัฐบาล และ รัฐมนตรีสำนักนายก ทำให้ถือว่ากลับสู่การเมืองอีกครั้งหลังลี้ภัยไปยาวนาน
หากเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง นี่คือคุณสมบัติแบบ โจโฉ ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่ขึ้นชื่อที่สุดเรื่องหลักการใช้คน คือ "ใช้คนบนความสามารถ ไม่เกี่ยงปูมหลัง" ขอเพียงขุนพลผู้นั้นมีฝีมือและจุดเด่นที่จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทัพได้ โจโฉจะชุบเลี้ยงและปกป้องอย่างถึงที่สุด จนทำให้ขุนพลฝีมือดีอย่าง กวนอู หรือ เตียวเลี้ยว ให้ความเคารพยำเกรง ตราบใดที่ผู้นำการเมืองใจกว้างและมองคนทะลุถึงเนื้อใน กองทัพนั้นย่อมไม่มีวันขาดแคลนแม่ทัพฝีมือดีที่พร้อมรบถวายหัวให้
3. จุดพลิกผันของสองขั้วอำนาจ และเหตุผลที่นายกฯ อนุทิน ต้อง "คอยฟัง"
เมื่อเราพิจารณาในมิติทางรัฐศาสตร์ผ่านตัวเลขผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ 3 รอบหลังสุดของพรรคเพื่อไทย จะพบสัจธรรมความไม่แน่นอนทางการเมืองได้อย่างดีเยี่ยม:
เลือกตั้งปี 2562: พรรคเพื่อไทยกวาดมาได้ 136 ที่นั่ง
เลือกตั้งปี 2566: รักษาฐานเสียงเหนียวแน่นขยับขึ้นมาเป็น 141 ที่นั่ง
เลือกตั้งปี 2569 (ล่าสุด): พรรคเพื่อไทยลดลงมาเหลือเพียง 74 ที่นั่ง ตามประกาศผลอย่างเป็นทางการของ กกต. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พรรคที่ตัวเลขต่ำกว่าฐานเดิมที่เคยทำไว้
ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงที่คุณแพทองธารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เกิดความท้าทายในแง่การบริหารประกอบกับมรสุมการเมืองเรื่องคลิปเสียง จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ "การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง" ส่งผลให้คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีรักษาการในขณะนั้น เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องและวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จตรงนี้ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและเทคะแนนกาให้พรรคภูมิใจไทย จนสามารถกวาดเก้าอี้ ส.ส. ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย และขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน
แต่ในเวลานี้ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศตึงเครียดขึ้น ผลโพลความนิยมของแกนนำรัฐบาลเริ่มเผชิญความท้าทาย มันจึงสะท้อนชัดเจนว่า เหตุใดนายกฯ อนุทิน จึงต้องคอยเงี่ยหูฟังและจับตาดูตลอดเวลาว่าพรรคเพื่อไทยกำลังขยับทำอะไรอยู่ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์กดแชร์หรือกดฟังคลิปข่าวเรื่องคุณทักษิณเดินทางไปดีลแก้ปัญหาเรื่องกุ้งถึงมาเลเซีย
อีกทั้งภายในพรรคภูมิใจไทยเอง ก็ประกอบไปด้วย ส.ส. จากหลากหลายก๊วนหลากหลายมุ้งการเมือง ซึ่งแกนนำหลายคนในพรรคภูมิใจไทยก็เคยทำงานร่วมกับคุณทักษิณมาในอดีต ในทางจิตวิทยาการเมืองย่อมตีความได้ว่า นี่คืออาการของผู้นำรัฐบาลที่ต้องเฝ้าระวังทั้งปัจจัยภายนอกที่พรรคร่วมเริ่มเดินเกมรุก และปัจจัยภายในที่สายสัมพันธ์เก่าในอดีตอาจกลายเป็นตัวแปรในสมการอำนาจได้ทุกเมื่อ หากเกิดอุบัติเหตุทางกฎหมายต่อจากนี้
4. บทเรียนประวัติศาสตร์: โครงสร้าง “บ้านใหญ่” และความเสี่ยงจาก "สนิมเกิดจากเนื้อในตน"
หากเราพิจารณาสถานการณ์ของ พรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ความได้เปรียบในเรื่องเสถียรภาพตัวเลข ส.ส. ที่เสียงของซีกรัฐบาลเหนือกว่าเสียงของฝ่ายค้านอยู่มาก และมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ร่วมรัฐบาลอยู่เพียงไม่กี่พรรค ทำให้โอกาสที่จะถูกคว่ำในสภาด้วยเกมบล็อกเสียงเป็นไปได้ยากกว่ายุคอดีต
แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยมีสภาพ "เหมือนกับพรรคพลังประชารัฐในอดีตอย่างปฏิเสธไม่ได้" คือโครงสร้างภายในพรรคที่ประกอบไปด้วยแกนนำที่เป็น "บ้านใหญ่" ของแต่ละพื้นที่
ในทางรัฐศาสตร์ ธรรมชาติของกลุ่มบ้านใหญ่คือกลุ่มทุนและฐานเสียงในระดับท้องถิ่นที่มีเอกสิทธิ์และพลังอำนาจในตัวเองสูง พวกเขาสามารถตัดสินใจเดินเข้า-เดินออก หรือย้ายค่ายไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นได้เสมอเมื่อสมการผลประโยชน์หรือทิศทางลมทางการเมืองเปลี่ยนไป
ประวัติศาสตร์สอนเราเสมอผ่านเหตุการณ์ในยุค พรรคชาติไทย หลังจากที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกคณะ รสช. รัฐประหาร เมื่อกลับสู่สนามเลือกตั้ง กลุ่มบ้านใหญ่และฐานอำนาจเดิมได้แตกตัวออกไปตั้ง พรรคชาติพัฒนา ซึ่งการขยับขยายของกลุ่มอำนาจในครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้พรรคคู่แข่งขยายอิทธิพลจนนำมาสู่การเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
ดังนั้น "พรรคการเมืองขนาดใหญ่มักเผชิญความท้าทายจากความแตกแยกภายใน และสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องระมัดระวังที่สุด ณ เวลานี้คือ สนิมเกิดจากเนื้อในตน" เพราะหากบ้านใหญ่แต่ละหลังเริ่มขยับหาทางหนีทีไล่เนื่องจากกระแสศรัทธาของแกนนำรัฐบาลเริ่มสะดุด ความปึกแผ่นที่เห็นก็พร้อมจะกลายเป็นรอยร้าวได้ทุกเมื่อ วันนี้ข้อมูลข่าวสารเดินเร็วผ่านสมาร์ตโฟน สิ่งสำคัญที่สุดที่กลุ่มของคุณเนวิน ชิดชอบ และคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องทำร่วมกันคือ "การรักษาความเป็นเอกภาพและห้ามให้บ้านใหญ่แต่ละก๊วนแตกแยกกันเองเด็ดขาด" การใช้วัฒนธรรมพรรคแบบพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขสไตล์โซตัสของภูมิใจไทยถือว่าเดินมาถูกทางแล้วในการตรึงใจคน
แต่สิ่งที่เป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ต้องรีบอุดคือ "การสื่อสารผลงานและการแสดงวุฒิภาวะต่อประชาชน"
อุทาหรณ์จาก ยุครัฐบาลลุงตู่ คือสร้างผลงานไว้เป็นรูปธรรมจับต้องได้หลากหลายด้านแต่ขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเชิงรุก ทำให้ชาวบ้านคนตรงกลางมองไม่เห็น จนสุดท้ายกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ตรงกลางปันใจไปเชื่อฝั่งที่ต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
ยิ่งมาถึงยุคนี้ ปัญหาเรื่องการสื่อสารของรัฐบาลยิ่งน่าเป็นห่วง ดังเช่นกรณีของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่เมื่อถูกตั้งคำถามจากสังคม กลับตอบในรายการโทรทัศน์ว่า ‘ก็ปกติ ไม่ได้โกรธเลย แผ่เมตตาให้ทุกวัน’ แม้จะเป็นคำพูดที่ตั้งใจสื่อถึงความไม่ถือสา แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนหนึ่ง ถ้อยคำลักษณะนี้อาจไม่ช่วยคลี่คลายข้อสงสัย และอาจยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญเรื่องการสื่อสารของผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบัน”
สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะไม่เพียงไม่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น แต่ยังอาจซ้ำเติมวิกฤตการสื่อสารของรัฐบาลอีกด้วย มันสะท้อนถึงอารมณ์ที่ลนลานและการสื่อสารที่ผลักไสประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่งในทางการเมือง
ในทางการเมือง ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า "คนตรงกลาง" (Swing Voters) ที่เคยเลือกคุณอนุทิน และเคยไม่ชอบคุณทักษิณ จะโอนเอียงกลับไปหาขั้วเพื่อไทยหรือไม่ ฉะนั้น วันนี้นายกฯ อนุทินและคุณเนวิน ต้องสั่งการให้ทุกกระทรวงและทีมโฆษกรัฐบาล ระดมคนที่มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารมาขยายผลงานให้ประชาชนตระหนักรู้ด้วยความสุภาพและน่าเชื่อถือ ต้อง "ดับไฟตั้งแต่ต้นลม" และ "ถอนฟืนออกจากเตา" อย่าปล่อยให้คำพูดที่ไม่ระวังหรือกระแสข่าวลือจากฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาลมายุให้รำตำให้รั่วจนสายเกินไป
โชคดีที่มี จังหวะ “ระฆังพักยก” 2 เดือนปลอดอันตราย แต่หลังจากนั้นเตรียมรับมือ
ปัจจัยสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การที่ สภาปิดสมัยประชุมเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งเปรียบเสมือนเสียงระฆังช่วยชีวิตชั่วคราว ให้รัฐบาลอนุทินได้มีเวลาหายใจหายคอและหลบฉากจากเกมกดดันในสภา แต่จังหวะพักยกนี้คือ "โอกาสทองครั้งสุดท้าย" ที่นายกฯ อนุทินและคุณเนวิน ต้องเร่งสั่งการให้ทุกกระทรวงปั๊มผลงานและโหมโรงประชาสัมพันธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างเร่งด่วน
เพราะต้องไม่ลืมว่า ทันทีที่เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเปิดสมัยประชุม พรรคฝ่ายค้านล็อกเป้าจัดหนักจัดเต็มแน่นอน ยิ่งมีอาวุธร้ายแรงอย่าง ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 และมาตรา 152 สแตนด์บายรออยู่ ขุนพลฝ่ายค้านยืดเยื้อลากถล่มรัฐบาลยาวนานแน่ หากภูมิใจไทยไม่ใช้ช่วงสภาปิด 2 เดือนนี้สร้างเกราะคุ้มกันด้วยผลงานที่กระแทกใจคนตรงกลาง เปิดสภามาเจอพายุอภิปรายรอบหน้า...อาจถึงขั้นเก้าอี้สั่นคลอนก็เป็นได้
บทสรุปจากผม:
กรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเรามาตลอดคือ "ความสำเร็จของผู้นำขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาแนวร่วม และวิกฤตเศรษฐกิจความเชื่อมั่นมักส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพรัฐบาล"
คุณทักษิณคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่มีศักยภาพสูงในการท้าชนกับขั้วของภูมิใจไทย เพราะเขายังมีโจทย์ใหญ่ทั้งเรื่องภาษีและคดีความของคุณยิ่งลักษณ์ที่ต้องเดินเกมต่อ สมการทางการเมือง ณ เวลานี้จึงถือว่าสูสีและน่าติดตามอย่างยิ่ง เกมหลังจากนี้ภูมิใจไทยจะรักษาตำแหน่งนายกฯ ไว้ได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ยอด ส.ส. ในมือ ณ ปัจจุบัน แต่อยู่ที่การป้องกันไม่ให้มี "สนิมเกิดจากเนื้อในตน" จากขุนพลเก่า และไม่ยอมให้คำพูดที่ไม่ระมัดระวังมาทำลายมวลชน ควบคู่ไปกับการสื่อสารผลงานเพื่อรักษาฐานศรัทธาของคนตรงกลางให้เด็ดขาดครับ
#สามารถ #อนุทินชาญวีรกูล #ทักษิณชินวัตร #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #เกมอำนาจ #ข่าวการเมือง #รัฐบาลอนุทิน #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








