ยุคปัจจุบันเป็นยุคของความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากจนตามไม่ทัน โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ต่าง ๆ มีการใช้เทคโนโลยีทั้งในทางบวกและทางลบ สร้างประโยชน์และผลกระทบมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) หรือระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างให้มีความฉลาดเลียนแบบมนุษย์ สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล วางแผน ตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน ภายใต้ความคิดที่ว่าให้เครื่องจักรคิดได้เหมือนมนุษย์ ซึ่งเป็นผลของพัฒนาการที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๑๙๕๐ เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันเกิดการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก และมีผลต่อสังคมของมนุษย์เรา
ประโยชน์ของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้นมีมากมาย แต่ก็เหมือนอาวุธที่เป็นดาบสองคมจะใช้ในทางสร้างสรรค์หรือทำลายก็ได้และที่สำคัญคือต่างจากอาวุธทั่วไปที่อาจจะเป็นเพียงวัตถุธรรมดา แต่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความเฉลียวฉลาดเลียนแบบมนุษย์ได้ และอาจจะเก่งกาจกว่ามนุษย์ในแง่ของการจดจำรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และใช้ข้อมูล ดังนั้น ผู้ที่ใช้จึงต้องรู้จักและเข้าใจสามารถใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดผลสะท้อนกลับในแง่ถูกลวงด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่รู้ทุกอย่าง ให้ข้อมูลทุกอย่าง แต่จะจริงเท็จประการใดนั้นไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งหมด AI หรือปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้กลั่นกรองหรือเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล ผู้ใช้ต้องตัดสินใจเอาเอง
สภาพที่ปรากฏดังกล่าวนั้นเป็นเพราะ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบมาให้ทราบทุกเรื่อง ตอบทุกเรื่องแม้ว่าจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงอาจจะเกิดสภาพของการหลอนข้อมูล (AI Hallucination) หรือแม้กระทั่งสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมา ทำให้เราหลงเชื่อได้ เพราะคิดว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและมีความถูกต้องอย่างแน่นอน ผลที่ได้จาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์จึงอาจจะก่อให้เกิดปัญหาถ้าหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง
เคยมีการทดสอบเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ โดยมีผู้แกล้งทำวิจัยแบบทิพย์หรืองานวิจัยที่ไม่จริงว่า มีโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นและอาจจะแพร่ระบาด รักษาไม่ได้ โดยอ้างบทความ ผลงานการวิจัยเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ไม่มีอยู่จริง คืองานวิจัยที่แกล้งทำหลอก ๆ หรือไม่จริง ต่อมาเกิดเป็นเรื่องราวเล่าลือแพร่หลายออกไป แล้วผู้ทดสอบได้ทดลองสอบถาม AI หรือปัญญาประดิษฐ์เกี่ยวกับโรคดังกล่าว คำตอบที่ได้รับคือ AI หรือปัญญาประดิษฐ์อ้างข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดจากการวิจัยทิพย์หรือไม่จริงที่สร้างขึ้นหลอก AI ดังกล่าว แสดงว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ต่างรับข้อมูลที่มีอยู่โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ความถูกต้อง ชัดเจนแน่นอนของข้อมูลนั้น ๆ กล่าวได้ว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ทราบทุกเรื่อง วิเคราะห์ได้ทุกเรื่อง แต่จะเชื่อถือได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาทบทวน อย่าหลงเชื่อเพราะความเป็นระบบหรือมีข้อมูลที่ชัดเจนของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์
ในทางคดีความ ทางการศึกษาก็มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมีการยกข้อความใน AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใส่ในคำคู่ความและยื่นต่อศาลในชั้นพิจารณา จนต้องมีการออกข้อกำหนดให้มีการระบุกำกับไว้ด้วยว่าส่วนไหนเป็นข้อความจาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ส่วนไหนเป็นข้อความที่คู่ความคิดขึ้น เขียนขึ้นเอง มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมา คือความยุติธรรมนั้น เป็นความยุติธรรมที่คลาดเคลื่อน ฝั่นเฝือไปได้ ในส่วนของการศึกษาก็จะมีการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ในการจัดทำวิทยานิพนธ์ ลงข้อมูลต่าง ๆ ก็ต้องมีการระบุไว้ด้วยว่าส่วนไหนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ส่วนไหนไม่ใช่ ซึ่งก็รวมทั้งงานราชการหรือเอกสารทางการต่าง ๆ ก็จำต้องใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วข้อมูลใน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จะเชื่อได้ในลักษณะของข้อมูลเก่าที่มีความเสถียร ผ่านการตรวจสอบและประกอบด้วยพยานหลักฐานความน่าเชื่อถือมาก่อน หากไม่มีฐานข้อมูลเดิม สิ่งที่ได้จาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์อาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปได้ เมื่อมีการสอบถามทบทวนคำตอบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก็จะตอบยอมรับว่าเป็นข้อมูลที่อาจจะไม่ตรงและพยายามหาคำตอบใหม่มาเสนอ จนบางครั้งผู้ถามรู้สึกว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้เรียนรู้จากผู้ถามเสียเอง
การจะใช้ประโยชน์จาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการตั้งคำถาม การกำหนดขอบเขตสิ่งที่ต้องการและบีบบังคับให้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ตอบในจุดที่ต้องการให้ตรงเป้า ตรงประเด็น อีกประการหนึ่งที่ได้จากการสังเกตได้จากการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก็คือ ในแง่กฎหมาย ปัญหากฎหมาย การวินิจฉัยตีความต่าง ๆ AI หรือปัญญาประดิษฐ์จะให้คำตอบในลักษณะที่คลาดเคลื่อน บางครั้งก็มีการสร้างเคส (Case) หรือคดีที่ไม่มีอยู่จริงและระบุว่าเป็นคดีที่ตัดสินแล้วนำมาอ้างอิงประกอบคำตอบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังให้มาก เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย
อีกสิ่งที่น่ากลัวก็คือ บางคนจะมีอาการหมกมุ่น ใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เป็นเพื่อน มีการถามไปถามมาจนกระทั่งอาจจะเกิดสภาพทางจิต เกิดความวิตกกังวล และเน้นหนักให้ความสำคัญกับคำตอบที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ให้มา เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ยอมรับฟังเหตุผล ข้อเท็จจริงหรือมุมมองจากผู้อื่นที่แตกต่างกันออกไป จนกระทั่งบางครั้งมีข่าวว่าภรรยากับสามีทะเลากันเพราะภรรยาเชื่อ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มากกว่า
ดังนั้น ก็ขอให้ทุกท่านใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบคอบ ระมัดระวัง เราควรจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อยู่ในฐานะเป็นทาสในทุกเรื่อง การใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์หากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ระมัดระวังความเดือดร้อนก็จะติดตามมา แต่เราก็ต้องเรียนรู้เพื่ออยู่กับสิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.สุพิศ ปราณีตพลกรัง








