คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ช่วงเวลาเกือบ ๆ สามเดือนที่ผ่านมา และขณะที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม นับว่าสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับวิกฤติต่าง ๆ อย่างมากมาย บทความฉบับนี้ผมใคร่ขอรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่มาจากความคิดเห็นของชาวอเมริกันในหลาย ๆ ประเด็นด้วยกัน อาทิเช่น
ประเด็นแรก: สหรัฐฯ ดำเนินแนวทางเรื่องของสงครามถูกทิศทางหรือไม่?
จากผลการสำรวจของสถานีโทรทัศน์ “ซีเอ็นเอ็น” (CNN) เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 ได้เปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกันถึง 66% คิดว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินผิดแนวทาง!!! ทั้งนี้ชาวอเมริกันไม่มีความพึงพอใจต่อการบริหารของรัฐบาลมากเท่าใดนัก นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 2023 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ดังจะเห็นได้จากการสำรวจของ “สำนักหยั่งเสียงฟ็อกซ์โพล” (Fox Poll) เมื่อวันที่ 6-9 ธันวาคม 2023 ที่ในยุคนั้นชาวอเมริกันถึง 72% ไม่พึงพอใจกับทิศทางของสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ความนิยมและฐานเสียงของพรรคเดโมแครตจะตกต่ำลง จนมีผลทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับชัยชนะอย่าง "เข็มขัดสั้น" (คาดไม่ถึง) กันเลยทีเดียว
ประเด็นที่สอง: การบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์กับคำมั่นสัญญาด้านเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะเรื่องปากท้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ชาวอเมริกันฝากความหวังไว้สูงสืบเนื่องมาจากคารมที่เขามักจะกล่าวเน้นย้ำเสมอว่า “จะนำพาสหรัฐฯ กลับไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง” (Make America Great Again) แต่เมื่อเวลาผ่านไปปีกว่า ๆ กลับปรากฏว่าเศรษฐกิจของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ถึง 40% เกิดการเสื่อมถอย จนต้องหันไปใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าโสหุ้ยต่าง ๆ อาทิ ค่าอาหาร ค่าแก๊ส และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพียงปีเดียวพบว่าชาวอเมริกันมีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2025 หนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ไม่สามารถชำระคืนได้เพิ่มขึ้นเป็น 92 พันล้านดอลลาร์ โดยมีนักศึกษาที่ไม่สามารถผ่อนคืนเงินกู้มากถึง 92 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก: Protect Borrowers: President Trump’s Broken Promises..., 19 กุมภาพันธ์ 2026)
นอกจากนี้ ในคืนฉลองชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2024 ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญาไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ก่อสงคราม และข้าพเจ้าจะพยายามยุติสงคราม” แต่เพียงแค่ปีแรกของสมัยที่สอง กลับปรากฏว่าเขาเปิดฉากสั่งโจมตีทางอากาศถึง 7 ประเทศ ได้แก่ เยเมน, ซีเรีย, อิหร่าน, อิรัก, ไนจีเรีย, โซมาเลีย และเวเนซุเอลา (ข้อมูลจาก: The Guardian, 2 มีนาคม 2026)
ส่วนกรณีสงครามกับอิหร่าน ผลการสำรวจของศูนย์วิจัย “พิว รีเสิร์ช” (Pew Research) ระหว่างวันที่ 16-22 มีนาคม 2026 พบว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตถึง 88% ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน แต่ในทางกลับกัน ฐานเสียงพรรครีพับลิกัน 69% กลับเห็นชอบด้วย
ขณะนี้สงครามที่สหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านดำเนินเข้าสู่เดือนที่สาม ซึ่งมีแนวโน้มจะบานปลายหากการทูตล้มเหลว ล่าสุด “ประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ” ผู้ทรงอิทธิพลสายอนุรักษ์นิยมของอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงว่า “อิหร่านจะไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบถาวร และจะไม่ส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ จะใช้กำลังบุก อิหร่านก็พร้อมจะปะทะ” ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2026 นี้ คณะเจรจาของสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปเจรจารอบสองกับตัวแทนอิหร่านที่ประเทศปากีสถาน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนอิหร่านจะไม่รีรอและเร่งโครงการนิวเคลียร์ต่อไป โอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อมีความเป็นไปได้สูง หากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป อาจกลายเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก
การตัดสินใจเปิดศึกครั้งใหญ่กับอิหร่านของโดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ ส่งผลให้ชื่อเสียงและความเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจเสื่อมถอยลงอย่างมาก แม้แต่พันธมิตรนาโต้ (NATO) ยังไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ ซ้ำยังเป็นการสร้างศัตรูกับโลกมุสลิมที่มีประชากรถึง 25% ของโลก ซึ่งสถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ถือว่าอยู่ในโหมดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ
#สหรัฐอเมริกา #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #ภูมิรัฐศาสตร์ #การทูตล้มเหลว #NATO #วิกฤตโลก #การเมืองโลก #USvsIran #GlobalConflict #siamrathonline








