คนโลกสวย /ทวี สุรฤทธิกุล
“วัฒนธรรม” เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของแต่ละชนชาติ ชาติใดไร้วัฒนธรรม ชาตินั้นก็ไร้ความเป็นตัวตน
ว่ากันว่าวัฒนธรรมตะวันตกมีรากเหง้ามาจากชนชาติกรีกและโรมัน ในขณะที่ทางตะวันออกก็มีสองชนชาติใหญ่คืออินเดียกับจีน ประเทศไทยนั้นรับเอาของอินเดียเข้ามาก่อน ตั้งแต่ครั้งที่เป็นอาณาจักรโบราณเมื่อ 1,000 กว่าปีก่อน ส่วนของจีนนั้นรับเอาเข้ามาภายหลังเมื่อมีการอพยพของคนจีนเข้ามายังไทยเป็นจำนวนมากเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง กระนั้นบรรพบุรุษของเราก็มีความสามารถมาก ที่ได้สร้างวัฒนธรรมไทยขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และได้ทำให้วัฒนธรรมไทยนี้มีความโดดเด่นยิ่งกว่าชาติใด ๆ ในภูมิภาคแถบนี้
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ที่มีความสนใจและทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตให้กับการ “ส่องประกาย” แก่วัฒนธรรมไทย นั่นคือการนำวัฒนธรรมต่าง ๆ ของไทย มาทำนุบำรุงและส่งเสริมให้มีความมั่นคงแข็งแรง ที่ไม่ใช้เป็นแค่เพียงการรักษาไว้ แต่ยังหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำเสนอออกไปให้สวยงาม เป็นที่นิยมชื่นชม ไม่เพียงแต่สำหรับคนไทยในประเทศ แต่ยังแพร่ขยายไปสู่สากลหรือผู้คนในนานาชาตินั้นอีกด้วย
วันที่ 20 เมษายน ของทุกปี คือวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ สถาบันคึกฤทธิ์โดยมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้จัดงานเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการต่าง ๆ ของท่านมาทุกปี ในฐานะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คือผู้ที่ได้ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้แผ่ขจรไปสู่สากลมาอย่างมุ่งมั่น กระทั่งองค์กรการศึกษาและวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (UNESSCO) ได้ยกย่องให้ท่านเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในโอกาส 100 ปีชาตกาลของท่านใน พ.ศ. 2554
ผลงานที่โดดเด่นอย่างหนึ่งในด้านการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยของท่านก็คือ “การสร้างคนวัฒนธรรม” โดยใช้นาฏศิลป์ของไทยเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้กล่าวว่า
“วิธีรักษานาฎศิลป์ไทยที่ดีที่สุดคือสร้างคนดูคู่ไปกับสร้างคนเรียน”
ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไว้เมื่อ 60 ปี ครั้งที่ก่อตั้ง “โขนธรรมศาสตร์” ใน พ.ศ. 2509 เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมไทยในเรื่องโขนละครให้เข้าไปใน “สายเลือด” ของคนรุ่นใหม่ ผ่านนักศึกษาธรรมศาสตร์หลายรุ่นจำนวนหลายร้อยคน ที่มีการถ่ายทอดกันต่อมาอีกกว่า 10 ปี รวมทั้งที่ได้ให้นักศึกษาเหล่านี้ได้ออกไปแสดงฝีมือทั้งในและต่างประเทศอยู่เสมอ เพื่อขยายคนดูให้มีจำนวนมากขึ้น ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอยู่ทั่วไปในยุคดังกล่าว
นั่นก็คือ “สร้างคนนาฏศิลป์ที่มีปัญญาให้เข้าไปในสายเลือด เพื่อถ่ายทอดปัญญานั้นสู่ผู้คนให้เรียนรู้นาฏศิลป์ด้วยปัญญาต่อ ๆ กันไป”
กุศโลบายของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีแนวคิดง่าย ๆ และตรงไปตรงมา คือแทนที่จะรณรงค์ให้ผู้คนหันมาสนใจในศิลปะวัฒนธรรมไทย ด้วยการเชิญชวนให้เข้ามาชมหรือช่วยกันส่งเสริมรักษา อย่างที่ภาคราชการนิยมทำกันมา ท่านก็จับเอาคนดูเหล่านั้นมาเป็น “ผู้แสดง” เพื่อให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมและนาฎศิลป์ไทยโดยตรง ซึ่งผู้แสดงเหล่านี้จะซึมซับเอาทั้ง “ความรู้” และ “ความเชี่ยวชาญ” เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและนาฏศิลป์เหล่านั้นเข้าไปใน “เลือดเนื้อและจิตวิญญาณ” อย่างเข้มข้น ซึ่งเมื่อเขา “เล่นเป็น” เขาก็จะ “ดูเป็น” โดยที่ผู้แสดงเหล่านี้เป็นคนระดับปัญญาชน เราก็จะได้ทั้ง “ผู้แสดงและคนดูที่มีปัญญา” ไปพร้อมกัน ผลที่ตามมาก็คือนักศึกษาเหล่านี้ก็จะไปถ่ายทอดศิลปะวัฒนธรรมและนาฎศิลป์ไทยดังที่ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนมานี้ ไปสู่ผู้คนรอบข้างรุ่นแล้วรุ่นเล่า ด้วยสติปัญญาและความเชี่ยวชาญที่ “อยู่ในสายเลือด” ของพวกเขาอย่างเข้มข้นนั้นต่อไป
ใน พ.ศ. 2534 ในวาระที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีมงคลอายุได้ 80 ปี บรรดาลูกศิษย์ลูกหา ที่รวมถึงศิษย์โขนธรรมศาสตร์ด้วยส่วนหนึ่งนั้น ได้ร่วมกันการก่อตั้งมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 (ต่อมาใน พ.ศ. 2443 ได้รับพระกรุณาธิคุณให้อยู่ในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) โดยมีความมุ่งหมายหลักเพื่อรักษาหลักการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นให้แผ่ขยายและมั่นคง ซึ่งก็ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงภายหลังอสัญกรรมของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใน พ.ศ. 2538 ก็มีดำริของกรรมการมูลนิธิในยุคนั้นที่จะดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ให้ยั่งยืน โดยเริ่มจากการจัดสร้างสถานที่ถาวรให้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ที่ได้ดำเนินการพร้อมกันไปกับการเสนอชื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปยังยูเนสโก ให้ท่านเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในวาระ 100 ปีแห่งอสัญกรรมของท่านใน พ.ศ. 2554 โดยในสถานที่นี้จะเป็นที่ทำการของมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80ฯ ด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งก็คือ “สถาบันคึกฤทธิ์” ที่จะมีโรงจัดแสดงและพื้นที่จัดการเรียนการสอน โขน ละคร และดนตรีไทย อย่างสมบูรณ์แบบ ให้บรรลุปณิธานของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นสืบไป
สมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80ฯ และสถาบันคึกฤทธิ์ ในวันที่ 20 เมษายน 2554 จากนั้นมูลนิธิและสถาบันคึกฤทธิ์ก็ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างหลากหลาย
ในบริเวณตัวอาคารที่เป็นสไตล์ไทยร่วมสมัยสวยงาม ด้านหน้ามีห้องนิทรรศการประวัติและผลงานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ใช้เทคโนโลยีจัดแสดงที่ทันสมัย สามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมห้องสมุดและพื้นที่ในการจัดประชุมหรือสัมมนาทางวิชาการ ที่รับผู้ร่วมประชุมได้ 30 - 60 คน ที่มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ในทางสาธารณะอยู่เป็นประจำ ด้านในมีโรงละครขนาดเล็ก จำนวนที่นั่ง 150 คน ก็มีกิจกรรมจัดแสดงอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยจะได้แจ้งกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทราบผ่านทางช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ ซึ่งท่านที่สนใจสามารถจะติดตามได้ ทั้งทางเว็บไซต์ หน้าเพจ Facebook แอปพลิเคชัน Line และ TikTok ของสถาบัน
กิจกรรมที่สำคัญมาก ๆ และเป็นหัวใจหลักของการก่อตั้ง “สถาบันคึกฤทธิ์” ก็คือการจัดการเรียนการสอนนาฎศิลป์และดนตรีไทย โดยได้ตั้งหน่วยงานขึ้นรับผิดชอบในชื่อ “ศูนย์ศิลปะการแสดงคึกฤทธิ์” (KIPAC = Kukrit Institute of Performance Art Center) เริ่มต้นผู้เรียนก็คือเยาวชนในพื้นที่รายรอบใกล้กับสถาบันนั้นเป็นหลัก ต่อมาก็ได้ขยายการรับเป็นการทั่วไป โดยผู้สอนก็ได้แก่ครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งในปีที่เริ่มต้น คือใน พ.ศ. 2553 มีนักเรียนเพียง 70 คน และครู 12 คน ทว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ก็มีนักเรียนเพิ่มเป็นปีละ 200 ถึง 300 กว่าคน และในบางปีก็ต้องรับถึง 400 กว่าคน เนื่องจากมีผู้ต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก โดยมีครูผู้สอนจำนวน 40 คน ซึ่งทางสถาบันจำกัดจำนวนรับไว้ได้เพียงแค่นั้น เนื่องด้วยจำนวนครูผู้สอนและสถานที่ที่จำกัด
สำหรับจำนวนผู้เรียนถ้านับรวมมาจนถึงปัจจุบัน ในเวลา 15 ปีที่ผ่านมานี้ น่าจะมีจำนวนประมาณถึงเกือบ 3,000 คน โดยตั้งแต่ปี 2565 สถาบันได้กำหนดให้มีหลักสูตรเป็นมาตรฐานในระดับชั้นต่าง ๆ ที่ผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละระดับนั้นจะได้รับ “สัมฤทธิบัตร” คือใบประกาศรับรองคุณวุฒิ เพื่อรับรองความก้าวหน้าและความสำเร็จของผู้เรียนแต่ละคนต่อไป
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดไว้ว่าในชีวิตของท่าน ที่ท่านได้ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ และ “เป็นโน่นเป็นนี่” อยู่มากมาย สิ่งที่ท่านภูมิใจและมีความสุขที่สุด “ในการได้เป็น” ก็คือ “เป็นครู” ซึ่งก็หมายถึง “ครูของศิลปิน” นี้ด้วย ทั้งนี้ความเป็นครูไม่ใช่เพียงแค่ได้สอนหรือมีลูกศิษย์ลูกหามาก แต่เพราะได้ “ปลูกฝังสิ่งดีงาม” ไว้ในตัวลูกศิษย์ลูกหาเหล่านั้นมากกว่า
ศิลปะวัฒนธรรมและนาฎศิลป์ไทยทุกแขนง คือ “สิ่งดีงาม” เหล่านั้น เมื่อ “ปลูกฝัง” เข้า ณ ที่ใดหรือในตัวบุคคลใดแล้ว ก็ย่อมจะงอกงามแผ่สล้าง กระจาย “ความดีงาม” ออกไปสู่ผู้คนอื่น ๆ และสังคม ยังความสุขความเจริญแก่ผู้คนและสังคมอย่างถ้วนทั่วอย่างยั่งยืนตลอดไป
#วันคึกฤทธิ์ #คึกฤทธิ์ปราโมช #วัฒนธรรมไทย #นาฏศิลป์ไทย #โขนธรรมศาสตร์ #สถาบันคึกฤทธิ์ #ศิลปวัฒนธรรมไทย #ThaiCulture #SoftPowerไทย #มรดกวัฒนธรรม #siamrathonline








