ภาคธุรกิจเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอำเภอตะกั่วป่า ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดพังงาฉบับปัจจุบัน โดยระบุว่าประเด็นการแก้ไขที่นำเสนอไม่สอดคล้องกับข้อเสนอหลักที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจร่วมผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนร่างผังเมืองอีกครั้ง เพื่อให้สอดรับกับศักยภาพการเติบโตของจังหวัดในอนาคต
วันที่ 4 มิ.ย.69 ที่ศาลากลางจังหวัดพังงา ผู้แทนสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา และภาคธุรกิจในอำเภอตะกั่วป่า เข้าพบนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เพื่อยื่นหนังสือไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดพังงาฉบับปัจจุบัน หลังจากกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ออกประกาศเชิญชวนให้ผู้มีส่วนได้เสียไปตรวจดูข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและบัญชีท้ายกฎกระทรวงฯ ของผังเมืองรวมจังหวัดพังงา ในระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม -5 มิถุนายน 2569 โดยมีผู้แทนจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงา เข้าร่วมชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมรับข้อเรียกร้องไปดำเนินการต่อไป
นายศรัณย์ รองเรืองกุล ตัวแทนภาคธุรกิจกล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมถึงความต้องการของพื้นที่ผ่านกระบวนการที่ภาครัฐกำหนดมาโดยตลอด โดยมีข้อเสนอสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย การพาณิชยกรรม อาคารพักอาศัยรวม อาคารชุด (คอนโดมิเนียม) อาคารขนาดใหญ่ และโครงการพัฒนาแบบผสมผสาน (Mixed Use Development)อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญดังกล่าวกลับไม่ปรากฏอยู่ในสาระสำคัญของร่างแก้ไขผังเมืองฉบับล่าสุด ทำให้เกิดข้อกังวลว่าข้อมูลและข้อเสนอจากประชาชนและภาคเอกชนอาจยังไม่ได้รับการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบด้านเพียงพอ พื้นที่ตำบลคึกคัก ตำบลบางม่วง และตำบลเกาะคอเขา ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพังงา รองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี และเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของจังหวัด แต่ภายใต้ข้อกำหนดผังเมืองปัจจุบัน กลับแทบไม่เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อาคารพักอาศัยรวม อาคารชุด หรืออาคารขนาดใหญ่ ตลอดช่วงกว่า 8 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านการก่อสร้างอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยเกิน 2,000 ตารางเมตร ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการสำคัญหลายประเภท เช่น โรงพยาบาลเอกชน ศูนย์สุขภาพและเวลเนส โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์ประชุม และโครงการ Mixed Use ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัด ปัจจุบันจังหวัดพังงากำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนห้องพักรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 20,000-30,000 ห้อง ยังไม่รวมความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของแรงงาน บุคลากรในภาคการท่องเที่ยว กลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long Stay Retirement Living) และโครงการที่อยู่อาศัยระดับสากล (Branded Residences) ขณะเดียวกัน ในอนาคตจังหวัดพังงายังจะได้รับอานิสงส์จากโครงการสนามบินอันดามัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อกำหนดผังเมืองในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับการขยายตัวดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และไม่ต้องการให้พังงาเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) แต่สนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับคุณภาพ (Luxury Eco Tourism) และการพัฒนาสีเขียว (Green Development) โดยเสนอแนวคิด “พัฒนาได้ภายใต้เงื่อนไข” มากกว่าการ “ห้ามพัฒนาโดยสิ้นเชิง” พร้อมสนับสนุนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อาทิ การควบคุมความหนาแน่น การจัดการน้ำเสีย การรักษาพื้นที่สีเขียว การควบคุมความสูงอาคาร และการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ภาคธุรกิจจึงเรียกร้องให้มีการทบทวนร่างแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดพังงาอีกครั้ง โดยให้ความสำคัญกับข้อเสนอจากพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมคำนึงถึงอนาคตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อผลักดันให้พังงาเติบโตอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายการเป็น “Luxury Eco Tourism Destination” ของประเทศไทยในอนาคต








