บทความ บทวิเคราะห์

ความลักลั่นของบรรทัดฐาน? คำถามจากสังคมถึง ป.ป.ช. กรณีศักดิ์สยาม VS 44 ส.ส.ก้าวไกล 

แชร์ข่าว

ในระบอบประชาธิปไตยที่มีนิติธรรมเป็นแกนกลาง "ความโปร่งใส" และ "มาตรฐานที่เสมอหน้า" ขององค์กรตรวจสอบ คือเครื่องยนต์หลักที่สร้างศรัทธาให้กับประชาชน ทว่าในปัจจุบัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อมติการวินิจฉัยในคดีที่มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกัน กลับนำไปสู่บทสรุปที่สร้างความฉงนสงสัยให้กับสังคม 

ประเด็นที่ถูกนำมาเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความแตกต่างระหว่างการดำเนินการในคดีจริยธรรมของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับกรณีของอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล 

1. บรรทัดฐานที่แตกต่างบนฐานของ "คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" 

จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจคือ ทั้งสองกรณีต่างมี "สารตั้งต้น" มาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน: 

กรณีศักดิ์สยาม: ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยวางข้อเท็จจริงเรื่องพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้น แต่ในเวลาต่อมา ป.ป.ช. กลับมีมติไม่ชี้มูลความผิดในประเด็นจริยธรรมและร่ำรวยผิดปกติ โดยระบุว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันพฤติการณ์ทุจริต 

กรณี 44 ส.ส.: เพียงแค่พฤติการณ์เข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง ป.ป.ช. กลับขยับพิจารณา และเดินหน้าชี้มูลความผิดทางจริยธรรมร้ายแรงอย่างรวดเร็ว 

ความลักลั่นที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดน้ำหนักของข้อเท็จจริงจากศาลรัฐธรรมนูญ จึงถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจในระดับที่แตกต่างกัน? 

2. จริยธรรมในเชิง "อุดมการณ์" vs จริยธรรมในเชิง "ผลประโยชน์" 

อีกมิติหนึ่งที่นักวิชาการกฎหมายตั้งข้อสังเกตคือ "ขอบเขตของการตีความคำว่าจริยธรรม" 

ในขณะที่กรณีของ 44 ส.ส. เป็นเรื่องการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย แต่กลับถูกยกระดับให้เป็นความผิดทางจริยธรรมร้ายแรงที่อาจส่งผลถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต 

ในทางกลับกัน กรณีที่เกี่ยวกับข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการอำพรางทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลับได้รับการพิจารณาด้วยเกณฑ์ที่ "เคร่งครัดในพยานหลักฐาน" มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดข้อสงสัยว่า จริยธรรมในมุมมองขององค์กรตรวจสอบ กำลังถูกใช้วัดความถูกต้องทางความคิด มากกว่าความโปร่งใสในทางปฏิบัติหรือไม่? 

3. วิกฤตความเชื่อมั่นและทางออกเชิงโครงสร้าง 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงปัญหาที่ลึกไปกว่าตัวบุคคล แต่มันคือปัญหาของ "ที่มาและโครงสร้าง" ขององค์กรอิสระ หากประชาชนเริ่มรู้สึกว่ากติกาถูกใช้เพียงบางกลุ่ม แต่ถูกยกเว้นให้บางฝ่าย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยความระแวงต่ออำนาจที่ฝังรากลึก (Deep State) ว่าอาจใช้กลไกเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง 

บทสรุปที่ ป.ป.ช. ต้องตอบคำถามสังคม ไม่ใช่เพียงการแจงข้อกฎหมายในรายคดี แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า "ตาชั่ง" ขององค์กรยังคงเที่ยงตรงเสมอหน้า เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมที่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการพัฒนาการเมืองไทยในระยะยาวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะและคำวินิจฉัยขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการแสวงหาบรรทัดฐานทางจริยธรรมและการปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบของไทยตามหลักนิติธรรม 

#ปปช #ศักดิ์สยาม #ก้าวไกล #44สส #การเมืองไทย #นิติธรรม #จริยธรรมการเมือง #องค์กรอิสระ #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #siamrathonline

ข่าวแนะนำ