ในสถานการณ์การเมืองที่คาดเดาลำบาก การขยับหมากแต่ละตาล้วนมีความหมาย การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคประชาชน" ของ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้นำ แต่นี่คือยุทธศาสตร์เอาตัวรอด และอัปเกรดแบรนด์ครั้งสำคัญที่สุดของพรรคสีส้ม ท่ามกลางพายุคดีความที่จ่อคอหอยเหล่าแกนนำ
คำถามที่น่าสนใจคือ ชายผู้เติบโตมาจากสายวิชาการและทำงานอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด จะเป็นผู้นำที่พาทีมสีส้มฝ่าทะลุข้อจำกัดเดิม หรือเป็นเพียงขุนพลขัดตาทัพในยามวิกฤต ?
1. การผสมผสานวิธีคิดระหว่างวิศวะ กับเศรษฐศาสตร์
เส้นทางการบ่มเพาะวิธีคิดของ “วีระยุทธ” เกิดจากการผสมผสานข้ามศาสตร์ เขาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานการมองโลกผ่านตรรกะและโครงสร้างด้วยปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
ก่อนจะขยับไปจับภาพใหญ่ของปัญหาระดับมหภาคด้วยปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และคว้าปริญญาเอกด้านการพัฒนาจาก University of Cambridge สหราชอาณาจักร
การเปลี่ยนผ่านจากวิศวกรสู่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองนี้เอง ที่ทำให้เขามีกระบวนทัศน์ในการมองเศรษฐกิจและนโยบายระดับชาติอย่างเป็นระบบ มีโครงสร้างรองรับ และเข้าใจพลวัตทางการพัฒนาอย่างลึกซึ้ง
ส่วนประสบการณ์ทำงานของเขาก่อนเข้ามายังเส้นทางการเมือง คือรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น สถาบันชั้นนำด้านนโยบายสาธารณะของโลก รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรระดับท็อปอย่าง UNCTAD และ UN ESCAP เป็นต้น
2. ผู้ออกแบบโรดแมปให้ธนาธร
หลายคนอาจมองว่าเขาคือคนของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใกล้เคียงกับคำว่า "หุ้นส่วนทางความคิด” วีระยุทธคือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่ จนมาถึงก้าวไกล และพรรคประชาชน
แนวคิดการพาไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง การสร้างอุตสาหกรรมไฮเทค และที่โดดเด่นที่สุดคือกรอบคิด Made with Thailand (การไม่ดันทุรังผลิตเองทุกอย่าง แต่พาไทยไปเป็นหุ้นส่วนทางเทคโนโลยีกับห่วงโซ่อุปทานโลก) ล้วนกลั่นกรองมาจากงานวิจัยของเขา
“ธนาธร” อาจเป็นผู้ถือโทรโข่งประกาศจุดยืน แต่ “วีระยุทธ” คือผู้เขียนสคริปต์และสร้างแผนที่เหล่านี้
3. จากกุนซือหลังฉาก สู่หัวหน้าพรรคคนใหม่
ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน “วีระยุทธ” รับบทกุนซือด้านเศรษฐกิจอยู่หลังฉากมาโดยตลอด จนกระทั่งถูกผลักดันขึ้นเป็น “รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์” และแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ในการเลือกตั้งปี 2569
แต่การก้าวขึ้นเป็น "หัวหน้าพรรค" แทน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” มีบริบททางการเมืองที่ลึกซึ้งกว่านั้น...
วันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกานัดชี้ชะตาคดีจริยธรรม 44 สส. (กรณีเสนอแก้กฎหมาย ม.112) ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองยกแผง “วีระยุทธ” คือหนึ่งในแกนนำระดับท็อปที่ไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 สส.
การผลักดันเขาขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง จึงเป็นทั้งความหวังและความจำเป็น เพื่อการันตี ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเลวร้ายแค่ไหน พรรคประชาชนจะยังคงมีหัวหน้าพรรคที่พร้อมนำทัพสู้ศึกการเมืองได้ทันทีโดยไม่มีสะดุด
4. จุดแข็ง และสิ่งที่ต้องพิสูจน์
(1) จุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้
ภาพลักษณ์ที่ประนีประนอม สุขุม และมีเหตุผลตามสไตล์นักวิชาการ จะช่วยลดทอนความแข็งกร้าวของพรรคลง ทำให้พรรคประชาชนอาจสามารถเปิดใจ “กลุ่มนักธุรกิจ ชนชั้นกลางระดับบน และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ห่วงเรื่องปากท้อง” ได้ง่ายกว่ายุคของผู้นำคนก่อนๆ
(2) สิ่งที่ต้องพิสูจน์
การเมืองไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรู้ความสามารถเท่านั้น แต่อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำก็คือ เสน่ห์ดึงดูดมวลชน (Charisma) แบบที่ธนาธรและพิธามี
สไตล์การพูดที่เต็มไปด้วยข้อมูลอาจเข้าถึงฐานเสียงระดับรากหญ้าได้ยาก นอกจากนี้ ศิลปะในการเจรจาต่อรอง และการคุมเกมเขี้ยวลากดินในสภา ก็เป็นสกิลสำคัญสำหรับนักเมืองระดับหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้าน
ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า “วีระยุทธ์” จะสามารถแปลง "ทฤษฎีบนกระดาน" ให้กลายเป็น "พลังทางการเมือง” ได้หรือไม่ ? และพรรคส้มในยุคที่เขาเป็นหัวหน้าพรรค จะได้รับการจดจำอย่างไร ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#วีระยุทธ #พรรคประชาชน #พรรคส้ม #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #ผู้นำฝ่ายค้าน #เลือกตั้ง #siamrathonline








