ทิศทางตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์สงกรานต์ (13-17 เมษายน 2569) เผยให้เห็นภาพรวมของต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" และ "ปลาป่น" ที่กอดคอพุ่งทะยานสวนทางกับผลผลิตปศุสัตว์บางรายการ สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่อห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์ในประเทศ
โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากหาบละ 642 บาท มาอยู่ที่ 657 บาท แม้ว่าในตลาดโลกอย่าง CBOT จะมีแรงเทขายทำกำไรจนราคาในกระดานล่วงหน้าย่อตัวลงบ้าง แต่ด้วยกลไกอุปสงค์ในประเทศที่ยังแข็งแกร่งในช่วงรอยต่อของฤดูกาล ทำให้แนวโน้มราคาในประเทศยังคงยืนอยู่ในระดับสูงและมีทิศทางทรงตัวในระดับที่เอื้อต่อฝั่งผู้ผลิตวัตถุดิบมากกว่าผู้รับซื้อ
วิกฤตราคาที่น่าจับตามองที่สุดในสัปดาห์นี้หนีไม่พ้น "ปลาป่น" ที่สถานการณ์ในระดับสากลกำลังเดือดระอุ หลังจากโควตาการจับปลาที่ประเทศเปรูออกมาน้อยกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนมาถึงตลาดจีนที่ราคารับซื้อพุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี เมื่อสต็อกหน้าท่าเรือลดลงแต่ความต้องการยังคงพุ่งสูง แรงกระเพื่อมนี้ส่งตรงถึงไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ราคาปลาป่นในประเทศสัปดาห์นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 2 บาทต่อกิโลกรัมในทุกเกรด โดยเฉพาะเกรดกุ้งที่ทะยานไปแตะกิโลกรัมละ 58 บาท ขณะที่เกรดเบอร์ 1 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52.70 บาท ซึ่งถือเป็นต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสัตว์บก
ในทางกลับกัน ฝั่ง "กากถั่วเหลือง" เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง โดยราคานำเข้าทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 16.10 บาท ปัจจัยบวกหลักมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เข้าสู่ช่วงพักรบชั่วคราว ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่เริ่มอ่อนตัวลง ส่งผลให้ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองในบราซิลที่ดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ 85 ยังเป็นปัจจัยหนุนด้านอุปทานที่ทำให้ราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในระยะสั้น ซึ่งจะช่วยลดทอนความร้อนแรงของต้นทุนอาหารสัตว์ในภาพรวมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
สำหรับภาคปศุสัตว์ สถานการณ์มีความลักลั่นระหว่าง "สุกร" และ "ไก่เนื้อ" โดยกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรได้ขยับราคาอ้างอิงหน้าฟาร์มขึ้นมาอยู่ที่ 70-72 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อปรับฐานราคาตามต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากความต้องการบริโภคที่คึกคักในช่วงเทศกาล ขณะที่ฟากของไก่เนื้อกลับต้องเผชิญกับราคาที่อ่อนตัวลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท เช่นเดียวกับราคาลูกไก่ที่ปรับลดลงสะท้อนถึงการปรับสมดุลของปริมาณผลผลิตในตลาด ส่วนไข่ไก่ยังคงรักษาเสถียรภาพราคาไว้ได้ที่ฟองละ 3.60 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากราคาข้าวโพดและปลาป่นที่เป็นขาขึ้นชัดเจน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จึงยังคงต้องเฝ้าระวังส่วนต่างกำไรที่อาจถูกกัดเซาะจากต้นทุนแฝงที่ยังไม่นิ่งในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้







