พรรคประชาชน ยังอยู่ในภาวะที่อ่อนไหว เพราะแม้ จนถึง ณ เวลานี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากศาลฎีกา ว่าจะรับคำร้อง “คดี44 สส.ก้าวไกล” แล้วจะต้องตามมาด้วยการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาหรือไม่ ก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่า สส.ของพรรคประชาชน พวกเขาต่างรับรู้ชะตากรรมของตัวเองได้ว่า การประชุมรัฐสภา วันแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย.นี้อาจจะเป็น “ครั้งสุดท้าย” !
กระบวนการขั้นตอนของคดี44 สส.พรรคก้าวไกล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำเอกสารคำร้อง ไปยื่นที่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561ได้กำหนดขั้นตอนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ขณะนี้ยังต้องรอว่าศาลจะพิจารณารับคำร้องหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ การประชุมรัฐสภา 9-10 เม.ย.จึงยังไม่มีคำสั่งอย่างใด อย่างหนึ่งออกมาจากศาล แต่ทั้งนี้ในทางการเมืองแล้ว อย่าลืมว่า พรรคประชาชนมี 10 สส.ที่อยู่ในกลุ่ม 44 สส.นี้เมื่อครั้งที่ยังเป็นสส.ก้าวไกล
นำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมด้วย “แกนนำ” ที่อาจเป็น “แถวสุดท้าย” สำหรับพรรคสีส้ม โดยไม่นับรวมไปถึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่อยู่ในกลุ่ม 44 สส.ก้าวไกล ชุดเดิม
สิ่งที่เป็นความกังวลทั้งต่อ สส.พรรคประชาชน ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม “ 10 สส.” สุ่มเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ ทางการเมือง และ “เจ้าของพรรค” อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ที่จะพ้นการโทษแบนทางการเมือง ได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในปี 2573 คือการแบกรับโจทย์ยากที่ว่า แล้วคนที่เหลืออยู่ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
10 สส.พรรคประชาชน ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้องรอลุ้นว่า หากคำวินิจฉัยของศาล ออกมานั้นจะส่งผลชนิด “เหมารวม” และ “เฉพาะราย” เท่ากับว่าจะมีใครเหลือรอดจากคดีดังกล่าว แล้วได้กลับมาบ้าง แต่สำหรับสส.ปัจจุบัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “คนรุ่นใหม่” เป็นสส. 1-2 สมัย อาจยังไม่ใช่ “มวย” ที่พร้อมขึ้นสังเวียน
มิหนำซ้ำในภาวะที่พรรคเปราะบาง เช่นนี้ จะกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดความระส่ำระสายหรือไม่ โดยเฉพาะโอกาสที่จะเกิด “ผึ้งแตกรัง” พรรคใหญ่ เสนอดูแลสส.ของพรรคส้ม โดยเฉพาะพรรครัฐบาล
อย่างไรก็ดี มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ประเมินว่า ปัญหาใหญ่ที่พรรคประชาชน ต้องเร่งปิดจุดอ่อน คือการรักษาเก้าอี้ “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ” คือเรื่องด่วน เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีผลต่อการสรรหาผู้ที่จะมาเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับประเด็นการ “สอยตัว” สส.ของพรรคประชาชน ฝั่งรัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องทำในยามนี้ แม้ก่อหน้านี้จะมีการเปิดตัว “งูเห่าสีส้ม” รายแรก คือ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี สมัยแรก จากวันโหวตชื่ออนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 เมื่อ 19 มี.ค.69 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่า พรรคภูมิใจไทย จะต้องรีบร้อนเปิดเกมรุกไล่ ด้วยการโชว์ “งูเห่าสีส้ม” ชุดต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลานี้ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลมีเสียงในมือมากพออยู่แล้ว รัฐบาล มีความเข้มแข็งในห้วงแรกของการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ด้วยเสียง “291 เสียง” เท่ากับว่า “ปริมาณ” สส.ไม่ใช่ “เรื่องจำเป็น” เว้นแต่จะไปใช้บริการกันไปในวันข้างหน้า
สิ่งที่กำลังขึ้นเวลานี้ คือช่วงที่ยากลำบากและเปราะบางต่อพรรคประชาชน อย่างยิ่ง ทุกอย่างยังแขวนอยู่บนคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “10 สส.” เท่านั้น แต่ยังมี อนาคตของพรรคส้ม คือเดิมพันสำคัญ ว่าจะเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มแข็งที่ยังเหลืออยู่ มากน้อยแค่ไหน ?








