"ฤาษีแปลงสาร" หรือ "มาตรฐานใหม่"? เมื่อมติ ป.ป.ช. ปล่อยผ่านปม "ศักดิ์สยาม" สวนทางบรรทัดฐานศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง! จับตากระบวนการตรวจสอบครั้งใหญ่ที่อาจรื้อฟื้นคดีอาญาและปิดฉากเส้นทางการเมืองตลอดชีวิต พร้อมเขย่าความเชื่อมั่นนิติรัฐไทยให้สั่นสะเทือนถึงฐานราก
กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติให้ศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นผิดในข้อหาแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เนื่องจากมติดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าอาจสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนก่อนหน้านี้ โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดฝ่ายนิติบัญญัติกำลังตั้งท่ากระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช.
ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาและประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต ได้ให้ทัศนะผ่านรายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ที่เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของ siamrathonline ไว้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 มีประเด็นที่น่าสนใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องตัวบุคคลแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของระบบนิติรัฐนิติธรรมไทยว่ายังคงมีมาตรฐานเดียวอยู่หรือไม่ เพราะหากองค์กรตรวจสอบมีบรรทัดฐานที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด ย่อมนำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคมอย่างรุนแรง
หัวใจสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงคือเรื่องพฤติการณ์อำพรางหุ้นในบริษัท บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาจากเส้นทางการเงินและหลักฐานประกอบจนเห็นพ้องว่าหุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของคุณศักดิ์สยาม แต่ทางฝั่ง ป.ป.ช. กลับมองว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาแจ้งบัญชีเท็จเนื่องจากเข้าใจไปเองว่าไม่ใช่หุ้นของตนแล้ว ประเด็นนี้ทำให้นักกฎหมายหลายท่านตั้งข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอดีตกรรมการ ป.ป.ช. วิชา มหาคุณ เปรียบเปรยว่าเป็นพฤติกรรมแบบ "ฤาษีแปลงสาร" เพราะมีการเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วให้กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งที่มีข้อมูลหลายประการที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเงิน 119 ล้านบาทที่โอนไปมาอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที หรือรายได้ของผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่สอดคล้องกับมูลค่าหุ้นมหาศาล รวมถึงหลักฐานการเบิกจ่ายในบริษัทที่ระบุถึงพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกับศักดิ์สยามโดยตรง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่การขับเคลื่อนของพรรคประชาชนและกลุ่ม สว. อิสระ ที่กำลังใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ในการเข้าชื่อเสนอต่อประธานศาลฎีกา เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระมาไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.
ซึ่งหากศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมาในทางลบ มติที่เคยช่วยให้พ้นผิดอาจกลายเป็นโมฆะทันที และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งในแง่ของคดีอาญาที่ต้องถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การขาดคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ซึ่งจะปิดทางในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคต ไปจนถึงประเด็นร้ายแรงอย่างการยุบพรรคหากพบว่าเงินบริจาคที่พรรคได้รับมาสัมพันธ์กับการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทดังกล่าวในช่วงที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจ
ท้ายที่สุดแล้ววิกฤตศรัทธาในองค์กรอิสระครั้งนี้ถือเป็นทางแยกที่สำคัญของประเทศไทย ในการเลือกระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของนักการเมืองหรือการรักษาความถูกต้องของประเทศ เพราะความโปร่งใสขององค์กรตรวจสอบคือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจ หากกระบวนการตรวจสอบยังคงถูกมองว่าเป็นระบบสีเทาที่สามารถบิดเบือนได้ ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว การมุ่งสู่ประชาธิปไตยสีขาวที่องค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นทางออกเดียวที่จะเรียกความศรัทธาจากประชาชนและสากลโลกให้กลับคืนมาได้อีกครั้งอย่างแท้จริง
#ปปช #ศักดิ์สยามชิดชอบ #ดิเรกฤทธิ์เจนครองธรรม #ศาลฎีกา #ศาลรัฐธรรมนูญ #ตรวจสอบปปช #นิติรัฐนิติธรรม #การเมืองไทย #บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น #พรรคประชาชน








