คำขู่ “นรกแตก” ของ Donald Trump ไม่ใช่แค่เกมสงคราม แต่คือชนวนราคาน้ำมันพุ่งซ้ำวิกฤตไทย เปิดแผลค่าการกลั่น–โครงสร้างพลังงาน ดันค่าครองชีพพัง บีบรัฐบาลจนมุมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง
โลกกำลังเดินเข้าสู่ “เส้นตายที่ไม่มีใครอยากไปถึง” เมื่อคำขู่ “Unleash Hell” จาก Donald Trump ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นสัญญาณของความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจลุกลามไปไกลกว่าพรมแดนของตะวันออกกลาง และแรงสะเทือนครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามรบ แต่กำลังจะไหลทะลักเข้าสู่ “ตลาดพลังงานโลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะในเกมนี้ เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การตอบโต้ทางทหาร แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุส จุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันมากกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องไหลผ่าน เมื่อใดก็ตามที่จุดนี้ถูกบีบ แม้เพียงข่าวลือ ราคาน้ำมันก็พร้อมจะทะยานขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบ
นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเริ่มประเมินตรงกันว่า หากสถานการณ์ลุกลาม Brent อาจพุ่งทะลุ 120 ไปจนถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาอันสั้น และในโลกความเป็นจริง ทุกการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ไม่ได้กระทบเท่ากันทุกประเทศ แต่จะกระแทกหนักที่สุดกับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า “แรงกระแทกจากภายนอก” คือข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศไทยกำลังมี “บาดแผลภายใน” ที่ยังไม่เคยถูกรักษา นั่นคือปมเรื้อรังเรื่อง “น้ำมันแพง–ค่าการกลั่นพุ่ง” ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีคำตอบเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ
ข้อมูลเปรียบเทียบในอดีตที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สะท้อนภาพที่น่าคิดอย่างยิ่ง โดยในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2551 ราคาน้ำมันดิบดูไบเคยพุ่งสูงถึง 137 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับอยู่เพียงประมาณ 36 บาทต่อลิตร และราคาหน้าปั๊มอยู่ราว 42 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าการกลั่นอยู่เพียง 2-3 บาทต่อลิตรเท่านั้น
ตัดภาพกลับมาวันนี้ ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังต่ำกว่าช่วงนั้น แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับขยับขึ้นไปแตะระดับกว่า 50 บาทต่อลิตร และค่าการกลั่นพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบ 16 บาทต่อลิตร พร้อมกับภาระจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอัดฉีดสูงกว่าหลายเท่าตัว คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “น้ำมันแพงเพราะโลก” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “โครงสร้างภายในกำลังทำให้มันแพงกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่”
และเมื่อแรงกระแทกจากราคาน้ำมันโลกกำลังจะเข้ามาซ้ำเติม ระบบพลังงานที่มีผู้เล่นจำกัดและผูกกับราคาตลาดโลกอย่างแน่นหนา จะยิ่งทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศ “ไหลตามขึ้น” อย่างรวดเร็วราวกับไม่มีเบรก
ปลายทางของสมการนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เพราะทุกครั้งที่ราคาน้ำมันขยับขึ้น มันจะไม่หยุดอยู่แค่หน้าปั๊ม แต่มันจะไหลผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และสุดท้ายไปจบที่ “ค่าครองชีพของประชาชน” ที่พุ่งขึ้นทั้งระบบในเวลาใกล้เคียงกัน
รัฐบาลอาจพยายาม “ตรึงราคา” เพื่อชะลอแรงกระแทก แต่ยิ่งตรึงมากเท่าไร ภาระของกองทุนน้ำมันก็จะยิ่งบวมขึ้นเท่านั้น จนถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป และเมื่อถึงวันนั้น การปล่อยราคาจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมักจะเกิดในรูปแบบที่รุนแรงกว่าการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค สัญญาณเตือนเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า หากราคาน้ำมันแตะระดับ 120–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราการเติบโตของ GDP ไทยอาจลดลงเหลือเพียงระดับใกล้ 1% และหากสถานการณ์เลวร้ายไปถึงขั้นการปิดช่องแคบฮอร์มุส ผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ “ชะลอ” แต่เป็นการ “ทรุดตัว” ของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัว ตลาดทุนผันผวน เงินทุนต่างชาติไหลออก ในขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนภาวะที่ไม่ต่างจาก “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่มีแรงดูดมหาศาลและยากจะหลีกหนี
และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “แรงกระเพื่อมทางการเมือง” เพราะค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือความรู้สึกของประชาชนที่ถูกกดทับ และความไม่พอใจที่พร้อมจะระเบิดออกมาในจังหวะที่เหมาะสม
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงระดับใด แต่คือรัฐบาลจะเลือกทางเดินแบบไหน ระหว่างการปล่อยให้ระบบเดิมดำเนินต่อไป หรือการเข้าไปจัดการ “ต้นตอของปัญหา” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเด็นค่าการกลั่นและโครงสร้างพลังงานที่กลายเป็นจุดอ่อนไหวทางการเมืองไปแล้ว
เพราะในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่ยืนหยัดได้ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีวิกฤต แต่คือประเทศที่มี “โครงสร้างรองรับ” ที่แข็งแรงพอจะรับแรงกระแทก และนี่คือจุดที่ประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
คำขู่ “นรกแตก” ในวันนี้ อาจยังไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่แรงสะเทือนที่มันปล่อยออกมาได้เริ่มเขย่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว และหากสถานการณ์เดินไปถึงจุดที่เลวร้ายที่สุด คำถามสุดท้ายที่จะหลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันจะแพงแค่ไหน” แต่คือ “ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากแรงดูดของหลุมดำนี้ได้อย่างไร”







