ทวี สุรฤทธิกุล
ประเพณีต่าง ๆ เป็นสิ่งดี แต่พอเอามาใช้ในทางการเมืองก็จะเพี้ยนเป็นสิ่งไม่ดี อย่างเช่นประเพณีสงกรานต์ที่เป็นเรื่องของการฉลองฤดูร้อน ต้องสาดน้ำให้เย็น แต่ในทางการเมืองกลายเป็นการสาดใส่ปะทะคารมกันและกัน จนถึงขั้น “สาดเลือด” หรือเกิดสงคราม
ถึงวันนี้ที่เป็นวันมหาสงกรานต์ รัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีระกูล ก็คงเข้าทำงานอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ เพราะได้ผ่านทั้งการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปโดยเรียบร้อย ปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงของรัฐบาลใหม่นี้ก็คือเรื่องน้ำมัน ที่รู้ ๆ คือราคาแพง และอาจจะแพงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่น่ากลัวเท่าถ้าเกิดขาดแคลน ทั้งที่ขาดแคลนจริงจากการขนส่งน้ำมันลำบาก และขาดแคลนเทียมที่ผู้ขายมีเจตนากักตุนไว้ขายในราคาที่สูงขึ้น ๆ ทุกวันนั้น
สงกรานต์ปีนี้จึงเกิดศึก “สาดน้ำมัน” ซึ่งถ้าใครได้รับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 และ 10 ที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ามีการใช้ “สงครามคารม” เข้าใส่กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการโจมตีรัฐบาลว่าแก้ปัญหาน้ำมันได้แย่มาก ๆ (มีการใช้ศัพท์และถ้อยคำที่หยาบคาย จนมีผู้ขอให้ถอนคำพูดหลายครั้ง ความจริงแล้วในยุคสมัยของการสื่อสารสมัยใหม่ เรื่อง “ภาษาใหม่ ๆ” นี้น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำใจและยอมรับ เพราะเราจะต้องเจอการสร้างภาษาในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ และน่าจะเป็น “นวัตกรรมทางภาษา” ที่น่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ห้ามได้ยาก นอกจากจะเปิดใจกว้างยอมรับ) รวมถึงได้ความรู้ด้วยว่าธุรกิจน้ำมันนั้นมันซับซ้อนวุ่นวายยิ่งกว่าธุรกิจใด ๆ ทั้งยังพอจับความได้ว่ามี “ไอ้โม่ง” ในรัฐบาล รวมถึงคนในรัฐบาลและข้าราชการที่หากินกับการค้าน้ำมัน ซึ่งพอมีคนรู้เข้าจริง ๆ (จากการอภิปรายของฝ่ายค้าน) ก็ออกอาการไปไม่เป็น แต่คนที่เล่นบทบาทได้เนียนมาก ๆ ก็คือนายกรัฐมนตรี ที่ทำท่าว่าไม่รู้เรื่องราวเล่ห์กลของพ่อค้าเหล่านั้น จนที่สุดเมื่อถูกรุกมาก ๆ ก็กลายเป็น “เตมีย์ใบ้” คือไม่พูดหรือไม่ตอบอะไรเลย
พูดถึง “เตมีย์ใบ้” ทำให้นึกถึงการเมืองไทยในยุคสมัยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ได้รับฉายานี้เป็นคนแรก ความจริงสมัยนั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำมัน แต่ออกจะมีโชคลาภในเรื่องทำนองนี้ คือใน พ.ศ. 2524 มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจำนวนมหาศาล ต่อเนื่องทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” ที่จังหวัดระยอง มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล และเกิดการพัฒนาธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนมีเงินทองใช้จ่ายคล่องตัว มีความสุข แล้วยุคนั้นก็ถูกเรียกว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” เหมือนดั่งประกายก๊าซที่ส่องแสงให้ความสว่างไปทั่วประเทศไทยกระนั้น
สื่อมวลชนในยุคนั้น (ซึ่งก็มีนิสัยเหมือนสื่อมวลชนในทุกยุค) ก็ชอบแงะชอบถามให้คนโต้ตอบกัน แต่ป๋าเปรมเป็นคนไม่ชอบพูด ถามอะไรมาก็ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มและทำคอเอียง ๆ บางทีพอถูกรุกถูกถามมาก ๆ ก็แย้มพูดออกมาบ้าง ที่ชอบพูดก็คือ “กลับบ้านเถอะลูก” จนคำตอบนี้ได้เป็นวาทะแห่งปีอยู่ในปีหนึ่ง จึงน่าคิดว่านายอนุทินจะเอาอย่างป๋าเปรมหรือไม่ โดยนายอนุทินนี้เป็น “สายมู” เชื่อถือในสิ่งลี้ลับ อาจจะเชื่อว่าถ้าพูดน้อยอย่างป๋าเปรมแล้วจะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้นาน โดยป๋าเปรมนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ถึง 5 รอบ เกือบ 9 ปี (ระหว่างนั้นมียุบสภา 2 ครั้ง มีกบฏอีก 2 ครั้ง และป๋าเปรมเองก็ถูกลอบสังหารหลายครั้ง) ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่านายอนุทินจะเลียนแบบป๋าเปรมอะไรอื่นอีกหรือไม่ เช่น พูดกับผู้สื่อข่าวว่า “กลับบ้านเถอะน้อง” แล้วคลอนศีรษะไปมา เป็นต้น
ขอกล่าวถึงประเพณีสงกรานต์สักนิด ว่าน่าจะเป็นเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ จะเห็นว่าเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในเขตมรสุม โดยเริ่มต้นจากตำนานทางศาสนาฮินดูพราหมณ์ แล้วมาผสมผสานกับศาสนาพุทธในบางพื้นที่ ดังที่เราได้เห็นประเพณียังคงมีอยู่ในอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับพม่า แต่เป็นการสาดสีหรือฝุ่นผสมสีใส่กัน พม่าเองก็มีและก็เป็นฝุ่นสีเหมือนกัน ลาวและกัมพูชาก็มีแต่ไม่อึกทึกเหมือนประเทศไทย ที่สาดเล่นกันอย่างสนุกสนานสุดขีด จนกลายเป็นเทศกาลตั้งชื่อตามถนนต่าง ๆ อยู่ในหลาย ๆ จังหวัด และหลายปีมานี้ก็ลุกลามไปถึงนัยยะหรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมือง แต่มักมีนัยยะไปในทางไม่ดีว่า “ต่อสู้” หรือ “สาดคารม” ใส่กัน
ตำนานสงกรานต์กล่าวว่า ท้าวกบิลพรหมเป็นเทวดาอยู่บนเขาไกรลาศ ได้ยินเรื่องเด็กคนหนึ่งบนโลกมนุษย์ ชื่อ ธรรมบาลกุมาร มีสติปัญญามาก สามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งยังรู้ภาษานกต่าง ๆ นั้นได้ด้วย จึงลงไปตั้งปัญหาถามธรรมบาลกุมาร ว่า เช้า กลางวัน และค่ำ “ราศี” อยู่ตรงไหน โดยให้เวลา 7 วัน ถ้าตอบไม่ได้จะต้องตัดหัวธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าตอบได้ท้าวกบิลพรหมจะยอมตัดศีรษะตนเอง ธรรมบาลกุมารนึกตอบปัญหานี้อยู่ถึง ๖ วัน ก็ตอบไม่ได้ จนวันสุดท้ายก็คิดจะหนีไป ไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลที่มีนกอินทรีผัวเมียคู่หนึ่งทำรังอยู่ นกตัวผู้บอกว่าพรุ่งนี้จะมีเนื้อมนุษย์ให้กิน เพราะมนุษย์นั้นตอบปัญหาท้าวกบิลพรหมต้องถูกตัดหัว นกตัวเมียก็ถามว่าปัญหานั้นคืออะไร นกตัวผู้ก็ตอบให้ฟัง ตอนเช้าราศีอยู่ที่ใบหน้า ผู้คนจึงตื่นมาล้างหน้า กลางวันราศีอยู่ที่หน้าอก ผู้คนจึงอาบน้ำและประพรมน้ำอบ ตอนค่ำราศีอยู่ที่เท้า ผู้คนจึงราดน้ำที่เท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารได้ยินก็ดีใจ กลับเข้าเมือง ตอนเช้าก็ไปตอบปัญหาแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงให้ลูกสาวที่มีอยู่ ๗ คนมาสั่งเสีย ให้ผลัดเวรกันมารับศีรษะของตนในแต่ละปี ก่อนที่จะตัดศีรษะใส่พาน และก่อให้เกิดเทศกาลสงกรานต์เกิดขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้คำว่า “สงกรานต์” นี้มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า “เปลี่ยนฤดู” คือเข้าสู่ฤดูร้อนนั่นเอง
การเมืองไทยก็มีฤดูกาลต่าง ๆ ในอดีตในสมัยที่เรามีการรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้ง นักรัฐศาสตร์บางคนก็เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ว่า “วงจรอุบาทว์” ซึ่งเราก็ยังไม่มั่นใจว่าจะหมดไปจากประเทศไทยแล้วหรือไม่ มาถึงตอนนี้หลังยุค “คสช.ครองเมือง” ก็เชื่อกันว่าประเทศของเราน่าจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะมีการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในครั้งหลังนี้จะจากการยุบสภาแล้วให้มีเลือกตั้ง แต่นี่ก็คือกระบวนการที่เป็นไปตาม “วิถีประชาธิปไตย” โดยแท้
เราไม่เอารัฐประหาร ขณะเดียวกันเราก็ไม่เอา “ประชาธิปไตยที่ชั่วร้าย” ขอให้การเลือกตั้งเป็นประเพณีที่ดีของเราสืบเนื่องตลอดไป ตราบใดที่เรายังมีผู้นำแบบ “ท้าวกบิลพรหม” ที่รักษากติกาต่าง ๆ ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
เราคนไทยก็ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยให้มั่นคง เมื่อใดที่ท้าวกบิลพรหมทำไม่ดี ก็ช่วยกัน “เรียกร้อง” ให้เอาไปตัดหัวเสีย “สงกรานต์การเมือง” ก็จะสืบเนื่องมั่นคงตลอดไป
#สงกรานต์การเมือง #อนุทิน2 #รัฐบาลอนุทิน #การเมืองไทย2569 #วิกฤตน้ำมัน #อภิปรายสภา #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #การเมืองร้อน #เกมอำนาจ #siamrathonline







