บทความ บทวิเคราะห์

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ต้นทุนพุ่งไม่พัก! กากถั่ว-ปลาป่นทะยาน ดันราคาเนื้อสัตว์ขึ้นยกแผง

แชร์ข่าว

ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2569 กำลังสะท้อน “แรงกระเพื่อมจากเศรษฐกิจโลก” ที่ส่งผ่านเข้ามากระทบโครงสร้างต้นทุนและราคาสินค้าในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์และสินค้าโปรตีน ซึ่งเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุนการนำเข้า ค่าระวางเรือ และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังยืดเยื้อและยากจะคาดการณ์      

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการปรับขึ้นของราคากากถั่วเหลืองนำเข้า ซึ่งขยับจากกิโลกรัมละ 16.40 บาท มาอยู่ที่ 17.50 บาท ภายในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าฝั่งอุปทานโลกจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตของบราซิลที่มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุด แต่แรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ “ดันราคาให้ทรงตัวในระดับสูง” มากกว่าจะปรับลดลงตามกลไกผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรโลกที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังถูกกำหนดโดยปัจจัยทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ

แรงส่งจากกากถั่วเหลืองได้ถ่ายทอดไปยังตลาดปลาป่นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อสต็อกในตลาดโลกเริ่มตึงตัว ขณะที่ความต้องการใช้งานยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาปลาป่นในไทยปรับเพิ่มขึ้นทุกเกรดถึงกิโลกรัมละ 2 บาท และในบางประเภท เช่น เกรดกุ้ง ราคาขยับขึ้นไปแตะระดับ 55 บาทต่อกิโลกรัม การปรับขึ้นดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนภาวะตึงตัวของวัตถุดิบโปรตีน แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่กำลังสะสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั้งระบบ

ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้ราคาตลาดล่วงหน้าที่ชิคาโกจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรก่อนการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ราคาภายในประเทศยังคงยืนแข็งแกร่งที่หาบละ 597 บาท ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง รองรับรอบการเลี้ยงใหม่ของเกษตรกร และช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวลงตามตลาดโลกอย่างเต็มที่

แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบได้เริ่มส่งผ่านมายังราคาสินค้าในกลุ่มปศุสัตว์อย่างชัดเจน โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ระดับ 70 บาท สอดคล้องกับการปรับขึ้นของราคาไก่เนื้อและไข่ไก่ ซึ่งเพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ตามกลไกตลาด การขยับขึ้นของราคาสินค้าเหล่านี้สะท้อนความพยายามของผู้ผลิตในการ “ผลักภาระต้นทุน” ไปยังปลายทาง อย่างไรก็ตาม ในมิติของผู้บริโภค การปรับราคาดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อในระยะต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดข้าวยังคงเป็น “จุดทรงตัว” ของภาคเกษตรไทยในช่วงเวลานี้ โดยราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ยังคงอยู่ที่กระสอบละ 1,110 บาท แม้ว่าราคาส่งออก (F.O.B.) จะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากการแข่งขันในตลาดโลก แต่ความต้องการบริโภคในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวลงแรง สะท้อนถึงบทบาทของตลาดภายในประเทศที่ยังเป็น “กันชน” สำคัญในช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความผันผวนสูง

มื่อมองในเชิงโครงสร้าง ภาพรวมสินค้าเกษตรไทยในสัปดาห์นี้กำลังเผชิญกับ “แรงบีบสองด้าน” อย่างชัดเจน คือ ฝั่งหนึ่งเป็นอุปทานที่ทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าเงิน และค่าขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณเชิงบวกที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งหากมีความคืบหน้า อาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาธัญพืชและเมล็ดพืชน้ำมันในตลาดโลกได้ในระยะถัดไป

ท้ายที่สุด ทิศทางของสินค้าเกษตรไทยในระยะสั้นยังคงอยู่ในโหมด “ประคองตัวภายใต้ความผันผวน” โดยปัจจัยชี้ขาดสำคัญจะอยู่ที่ทิศทางค่าเงินบาท ราคาน้ำมันดิบ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารความเสี่ยงทั้งในระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพรายได้และความอยู่รอดของภาคเกษตรไทยในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้

ข่าวแนะนำ