ภาวะสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 มีนาคม 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเหนือระดับ 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็น "โดมิโน" ตัวสำคัญที่ดันต้นทุนค่าระวางเรือและราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรในสัปดาห์นี้มีทิศทาง "ขาขึ้น" ในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์และปศุสัตว์ ขณะที่สินค้าพืชไร่หลักยังคงรักษาเสถียรภาพในระดับทรงตัวท่ามกลางแรงกดดันจากซัพพลายที่เริ่มออกสู่ตลาด
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์นี้อยู่ที่กลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะ "กากถั่วเหลือง" ที่ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 16.40 บาทต่อกิโลกรัม ผลจากวิกฤตการณ์สงครามที่ดันค่าขนส่งทางเรือให้สูงขึ้น แม้ว่าการเก็บเกี่ยวในบราซิลจะไปได้สวยกว่าทุกปี แต่ความต้องการใช้ถั่วเหลืองเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (CBOT) ได้กลายเป็นปัจจัยหนุนราคาอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับสถานการณ์ของ "ปลาป่น" ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 บาทในทุกเกรดโปรตีน เนื่องด้วยสต็อกสินค้าหน้าท่าเรือในตลาดใหญ่อย่างจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการใช้ยังคงหนาแน่น บีบให้ราคาปลาป่นเกรดกุ้งในประเทศพุ่งแตะ 53 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนับเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการปศุสัตว์ต้องเร่งรับมือ
ทางด้านภาคปศุสัตว์ "สุกร-ไข่ไก่" กลายเป็นกลุ่มที่ต้องปรับราคาขึ้นเพื่อความอยู่รอด โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 4 บาท มาอยู่ที่ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากผู้เลี้ยงต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มโปรตีนและกรดอะมิโนที่จ่อคิวปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 2 สอดคล้องกับสถานการณ์ของ "ไข่ไก่" ที่เครือข่ายสหกรณ์ฯ ประกาศปรับขึ้นราคาแนะนำหน้าฟาร์มอีก 20 สตางค์ เป็น 3.40 บาทต่อฟอง ปัจจัยหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้นผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับการบริหารจัดการจำนวนแม่ไก่ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อรักษาสมดุลราคา
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง "ข้าวและข้าวโพด" กลับมีทิศทางที่ค่อนข้างนิ่ง โดยราคาข้าวขาวยังคงทรงตัวที่ 1,110 บาทต่อกระสอบ แม้ราคาในตลาดส่งออก (F.O.B.) จะมีการย่อตัวลงเล็กน้อยตามกลไกตลาดต่างประเทศ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศมีการปรับลดราคาลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 597 บาทต่อหาบ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ช่วยบรรเทาแรงกดดันจากราคาข้าวโพดในตลาดโลกที่ปิดบวกตามทิศทางพลังงานได้ในระดับหนึ่ง
สัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังอยู่บนเส้นด้ายระหว่าง "ต้นทุนที่พุ่งสูงจากปัจจัยโลก" กับ "กำลังซื้อในประเทศที่ต้องระมัดระวัง" แนวโน้มในระยะสั้นคาดว่าราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ในระดับสูงตามต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและการเฝ้าระวังความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่า ภาคเกษตรไทยจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตต้นทุนในครั้งนี้ไปได้อย่างไรโดยไม่กระทบต่อผู้บริโภคจนเกินไป







