กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงสังคมทันที เมื่อห้องประชุมวุฒิสภาระหว่างการพิจารณาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปฏิมา จิระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ได้หยิบยกทางรอดด้วยการ “ปลูกผัก-เลี้ยงไก่” พร้อมทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ว่า “ได้รับแจ้งจากผู้บริหารเครือสหพัฒน์ว่า มาม่ากำลังจะขึ้นราคา”!!
ประโยคนี้เปรียบเสมือนการโยนระเบิดลงกระทรวงพาณิชย์ เพราะ “มาม่า” หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ใช่เป็นเพียงสินค้าจำเป็น แต่คือดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของคนไทย จนทำให้ พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้กุมบังเหียนมาม่าตัวจริง ต้องรีบออกมาสยบข่าวลือผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ในสภาฯ เอาที่ไหนมาพูด ทางนี้ยังไม่รู้เรื่อง”
แรงสั่นสะเทือนจากข่าวลือนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ขวัญอ่อน” ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับ “สึนามิต้นทุน” อย่างบ้าคลั่ง และนี่คือสมรภูมิที่ชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ถูกขีดเส้นใต้หนาๆ ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงทั้งในฐานะรัฐมนตรีรักษาการและว่าที่รัฐมนตรีตัวจริง
ในกระดานอำนาจการเมือง ชื่อของศุภจีไม่ได้เป็นเพียงจิ๊กซอว์สำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้คะแนนนิยมก้าวกระโดดในสนามเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่วันนี้เธอได้กลายเป็น “เดิมพันสูงสุด” ที่พรรคส่งลงมาเพื่อสยบความปั่นป่วนของปากท้องประชาชนในยามวิกฤต
เมื่อวิกฤตพลังงานและราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้น มันคือโดมิโนตัวแรกที่ล้มใส่สินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่สบู่ยันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลพยายามขยายบัญชีสินค้าควบคุมเป็น 71 รายการ แต่ที่ผ่านมา "อำนาจรัฐมักพ่ายแพ้ต่อกลไกตลาดเสมอ" หากไร้ซึ่งศิลปะในการบริหารจัดการที่เด็ดขาดและลึกซึ้ง
เส้นตายสิ้นเดือนเมษายนที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จ่อปรับราคา คือการประกาศสงครามประสาทกับรัฐบาล นี่คือการวัดบารมีของศุภจีว่า "ฝีมือบริหาร" ระดับโลกที่มี จะสามารถโน้มน้าวให้เจ้าสัวยอม "เฉือนเนื้อ" เพื่อประคองสถานการณ์ได้จริงหรือไม่
การเมืองเรื่องปากท้องวันนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่วิสัยทัศน์ แต่วัดกันที่ "เงินในกระเป๋าของประชาชน"
ยิ่งความคาดหวังในตัวศุภจีสูงเพียงใด หากกดราคาสินค้าไม่อยู่ ความศรัทธาจะแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังที่สูงเป็นทวีคูณ จนอาจกลายเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายค้านโจมตีได้
นาทีนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่ใช้ "ความเชื่อมั่น" เป็นอาวุธ และมี "เวลา" เป็นศัตรู
หากเธอสยบราคาสินค้าได้สำเร็จ ชื่อของเธอจะถูกจารึกในฐานะ "ขุนพลเศรษฐกิจ" ผู้กอบกู้สถานการณ์ในยามพายุร้ายถาโถมเข้ามา
แต่หากพ้นเดือนเมษายนไปแล้ว "ของแพง" กลายเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกภาคส่วน
มันจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่แก้ไม่ตกไปเสียก่อน
และจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการนำ "มืออาชีพ" มาสังเวยในโลกการเมือง
ซึ่งจะส่งผลกระทบโดมิโนไปถึงพรรคภูมิใจไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้
ในวันที่ความอดทนของประชาชนมีขีดจำกัด
หากราคาปุ๋ยและข้าวสารยังพุ่งไม่หยุด ความศรัทธาที่พรรคเคยโกยมาก็อาจจางหายไปในพริบตา
บทพิสูจน์ฝีมือศุภจีครั้งนี้ ถ้าเธอทำได้ ชื่อของเธอจะคงอยู่ตลอดไป
แต่ถ้าล้มเหลว จะกลายคือเดิมพันที่สูงที่สุดในชีวิตของเธอ
และเป็นต้นทุนทางการเมืองที่ต้องจ่ายอย่างมหาศาล
ศุภจีมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการพิสูจน์ตัวเอง
ทุกย่างก้าวของเธอคือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรัฐบาล
ประชาชนกำลังจับตามองว่า "ศุภจี" และทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย จะพาประเทศรอดพ้นจากกับดักวิกฤตนี้ได้อย่างไร
ความเชื่อมั่นที่เปราะบางนี้ หากพังทลายลง จะไม่มีใครช่วยกู้คืนได้ง่ายๆ
พรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องรับผิดชอบต่อความคาดหวังที่ไปจุดชนวนไว้
นี่ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
แต่มันคือการบริหาร "ความหวัง" ของคนไทยทั้งประเทศ
ความกดดันที่ถาโถมเข้ามานี้คือบททดสอบมหาโหด
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับเดิมพันที่สูงที่สุดในอาชีพ
บทสุดท้ายของละครการเมืองเรื่องนี้ใกล้ถึงจุดพีคแล้ว
มาจับตาดูว่าศุภจีจะพลิกเกมนี้อย่างไร ก่อนที่มาม่าซองสุดท้ายในตู้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวิกฤตคนจน!
#ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #ภูมิใจไทย #มาม่า #ของแพง #เศรษฐกิจไทย #วิกฤตปากท้อง #การเมือง







