สนามการเมืองไทยเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่รวมเอา "ปลา" หลากหลายสายพันธุ์ของแต่ละคาบสมุทร มาแหวกว่ายอยู่บนกระแสอำนาจที่เชี่ยวกราก หากจะวิเคราะห์ขั้วอำนาจของ "ฝ่ายค้าน" ในปัจจุบัน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม คือตัวแทนของปลาคนละน้ำที่มีทิศทางการว่ายและแหล่งกบดานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เริ่มต้นที่ "พรรคประชาชน" ภายใต้การนำของ "เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" เปรียบเสมือนปลาแมคเคอเรลที่ว่ายรวมกันเป็นฝูงใหญ่ในมหาสมุทรดิจิทัล เน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และการใช้ข้อมูลเชิงสถิติเป็นอาวุธ สไตล์ของณัฐพงษ์สะท้อนภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เน้นระบบการทำงานมากกว่าตัวบุคคล มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกและการตรวจสอบที่กัดไม่ปล่อยตามมาตรฐานเดิมของก้าวไกล ทว่าจุดอ่อน คือ การเป็นปลาที่คุ้นชินกับน้ำใสใจจริงในอุดมคติ ซึ่งบางครั้งอาจสำลักน้ำเมื่อต้องเจอกับสภาพ "น้ำขุ่น" ในการเมืองแบบจารีต
ในขณะที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ในยุคการกลับมาทวงคืนอุดมการณ์ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" กลับเป็นปลาอินทรีสง่างามที่ยึดโยงอยู่กับน้ำลึกและจารีตประเพณีอันยาวนาน สไตล์ของอภิสิทธิ์คือการใช้ "วาทศิลป์" และ "หลักการ" เป็นเกราะป้องกันตัว เขาเป็นนักการเมืองสายเลือดบริสุทธิ์ที่เน้นการตรวจสอบตามครรลองประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม
ประชาธิปัตย์ยุคนี้พยายามจะสลัดภาพลักษณ์พรรคที่ร่วมรัฐบาลทุกขั้ว เพื่อกลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยึดถือความถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบแบบแผน ทว่าความเถรตรงและความเป็นปลาในน้ำลึกที่ยึดติดกับหลักการมากเกินไป อาจทำให้การปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมที่โหยหาความรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนเป็นไปได้ยาก
ส่วน "พรรคกล้าธรรม" ที่มี "อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" นั่งหัวหน้าพรรค โดยมีพญามังกรอย่าง "ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า" คอยคุมบังเหียนอยู่เบื้องหลัง กลับเป็นปลาไหลทองที่เลื่อนไหลได้ทุกสภาพน้ำและทรงอิทธิพลในระดับท้องถิ่น พรรคนี้คือการผสมผสานระหว่าง "สมอง" ของนักวิชาการสายดีลกับ "กำลัง" ของนักการเมืองสายบารมี สไตล์ของนฤมลคือความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แต่มีธรรมนัสเป็นผู้ขับเคลื่อนกลไกใต้ดินที่แข็งแกร่ง
กล้าธรรมไม่ใช่ปลาที่เน้นการโชว์ตัวบนผิวน้ำเพื่อเรียกคะแนนนิยมแบบแมส แต่เป็นปลาที่เน้นการยึดกุมพื้นที่และเป็น "ตัวแปร" ที่ขาดไม่ได้ในการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีในทุกสมการอำนาจ เรียกว่าเป็นปลาที่รู้จังหวะว่าน้ำไหนมีอาหารและน้ำไหนมีภัย
เมื่อถามว่าปลาทั้งสามชนิดนี้จะสามารถทำงานเป็นฝ่ายค้านร่วมกันได้หรือไม่ คำตอบคือความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะด้วยดีเอ็นเอที่ต่างกันเกินไป พรรคประชาชนมองการเมืองเป็นเรื่องของ "อุดมการณ์รื้อโครงสร้าง" พรรคประชาธิปัตย์เน้น "การตรวจสอบตามหลักการ" ขณะที่พรรคกล้าธรรมเน้น "การขยายฐานและรอจังหวะเสียบ"
การจะให้ปลาที่ว่ายด้วยอุดมคติอย่างประชาชน ทำงานสอดประสานกับปลาที่เน้นสายสัมพันธ์อย่างกล้าธรรม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งในทางปฏิบัติ หากฝืนร่วมมือกันก็จะเป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบ "ต่างคนต่างเล่น" ที่ไร้เอกภาพ และรัฐบาลก็พร้อมจะใช้ช่องว่างนี้ในการสลายพลังการตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
ท้ายที่สุดแล้ว ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากความแตกแยกของปลาต่างน้ำเหล่านี้ หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ "พรรคร่วมรัฐบาล" คือผู้ที่ยิ้มกริ่มที่สุด เพราะเมื่อฝ่ายค้านไร้เอกภาพและการตรวจสอบเข้มข้นถูกเจือจางด้วยการต่อรองผลประโยชน์ รัฐบาลก็จะบริหารงานได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกสั่นคลอนเสถียรภาพ
ส่วน "ชาวบ้าน" หรือประชาชนทั่วไปกลับต้องรับกรรม เพราะการตรวจสอบที่เป็นธรรมและเข้มข้นจะหายไป เหลือเพียงเกมชิงอำนาจที่ใช้ปัญหาของประชาชนเป็นตัวประกันในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเพียงเท่านั้น นี่คือความจริงอันเจ็บปวดของการเมืองไทยที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปลาต่างน้ำมักจะกัดกันเองจนน้ำขุ่นเกินกว่าที่ประชาชนจะมองเห็นอนาคต
#การเมืองไทย #พรรคประชาชน #พรรคประชาธิปัตย์ #พรรคกล้าธรรม #วิเคราะห์การเมือง #ฝ่ายค้าน #รัฐบาล2569 #เท้งณัฐพงษ์ #เฉลิมชัยศรีอ่อน #นฤมลภิญโญสินวัฒน์








