ภาวะสินค้าเกษตรไทยในสัปดาห์ที่ 9–13 มีนาคม 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคการเกษตรและปศุสัตว์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพรวมในสัปดาห์นี้ปรากฏปรากฏการณ์ "ราคาสวนทาง" ที่น่าสนใจ ระหว่างกลุ่มพืชไร่ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง กับกลุ่มโปรตีนและวัตถุดิบนำเข้าที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีชนวนเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและค่าระวางเรือขนส่งสินค้าทั่วโลก
แรงกดดันที่เห็นชัดที่สุดตกไปอยู่ที่กลุ่ม "กากถั่วเหลือง" ซึ่งราคาขยับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 14.95 บาท มาอยู่ที่ 15.65 บาท ภายในสัปดาห์เดียว แม้ว่าผลผลิตจากบราซิลจะออกสู่ตลาดในปริมาณมาก แต่ค่าขนส่งที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันได้กลายเป็นต้นทุนแฝงที่กดทับผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ตลาดล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) ยังส่งสัญญาณบวกต่อเนื่องจากความต้องการใช้ถั่วเหลืองและข้าวโพดในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางพลังงานโลก ทำให้สถานการณ์ของวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยรวมยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ "ปลาป่น" แม้ในสัปดาห์นี้ราคาในประเทศจะทรงตัว แต่สัญญาณจากตลาดจีนที่สต็อกหน้าท่าเรือเริ่มลดลง ผนวกกับความต้องการใช้ที่ยังสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าราคาปลาป่นไทยมีโอกาสจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามในระยะอันใกล้นี้
ในทางกลับกัน ตลาดพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง "ข้าว" และ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" กลับเผชิญภาวะราคาอ่อนตัวลง โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ปรับลดลงมาอยู่ที่หาบละ 603 บาท แม้ในตลาดโลกจะมีการคาดการณ์ว่าเกษตรกรสหรัฐฯ อาจลดพื้นที่เพาะปลูกลงจากภาระค่าปุ๋ยและเชื้อเพลิงก็ตาม แต่ในระยะสั้นราคายังคงมีแรงต้านอยู่ เช่นเดียวกับสถานการณ์ "ข้าวไทย" ที่ราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงเหลือกระสอบละ 1,110 บาท และราคาขายส่งออก (F.O.B.) ที่ลดลงเหลือตันละ 401 เหรียญสหรัฐฯ สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกและความต้องการที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งภาคการส่งออกยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคคือการพุ่งขึ้นของกลุ่มโปรตีน โดยเฉพาะ "สุกร" และ "ไก่เนื้อ" ที่ราคามีทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นถึงกิโลกรัมละ 4 บาท มาแตะระดับ 66 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการไต่ระดับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตที่ 68 บาทต่อกิโลกรัม สอดคล้องกับราคาไก่เนื้อที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 43 บาท สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กำลังพยายามปรับราคาสินค้าให้สอดรับกับต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตต้นทุนซ้อนต้นทุน ท่ามกลางราคาไข่ไก่ที่ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ที่ฟองละ 3.20 บาท
สถานการณ์สินค้าเกษตรในสัปดาห์นี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึง "ภาวะเงินเฟ้อ" ในหมวดอาหารที่อาจเกิดขึ้น หากปัจจัยความไม่สงบในต่างประเทศยังคงยืดเยื้อ ทิศทางราคาในสัปดาห์ถัดไปจึงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการเข้ามาบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าอย่างไร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่เกษตรกรและผู้บริโภคปลายทาง ในวันที่ปัจจัยภายนอกประเทศกลายเป็นตัวกำหนดราคาอาหารบนโต๊ะกับข้าวของคนไทยอย่างสมบูรณ์
***ภาพประกอบสร้างโดย AI***







