คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” นำสหรัฐฯ จับมือเข้าไปร่วมกับอิสราเอล เพื่อเปิดสงครามบุกเข้าไปโจมตีอิหร่าน ที่ผ่านมาแล้วสองสัปดาห์ โดยเขาได้ออกมาป่าวประกาศว่า สามารถเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าผิดคาดมิได้เป็นไปดั่งที่เขาออกมาเอ่ยปาก เพราะขณะนี้สงครามกำลังย่างเข้าไปสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว แถมแนวโน้มของสงครามก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะยุติจบลงไปอย่างง่ายๆ!!!
และถึงแม้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนเก่าจะถูกปลิดชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีลูกชายของเขาก้าวเข้ามารับหน้าที่แทน เท่ากับว่าการปกครองของอิหร่านจะยังคงผนึกพลังกันต่อไปอย่างเหนียวแน่น ดังนั้นเป้าหมายเดิมที่สหรัฐฯ ต้องการจะให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็จะยังไม่มีเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์กลับออกมาใช้หลักจิตวิทยาปากแข็งออกมาบอกว่า “สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ชัยชนะ” อย่างไรก็ตามการที่ขณะนี้ทหารอเมริกันต้องเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 13 นาย ก็มิเป็นผลดีต่อสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด
ดังนั้นเมื่อเป็นเยี่ยงนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะจ้องหาโอกาสส่งทหารภาคพื้นดินไปยังอิหร่าน แต่ในทางกลับกันก็มิใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เขากำลังเผชิญกับแรงต่อต้านจากสภาคองเกรสอย่างหนัก เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารทางแผ่นดินจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส มติที่ว่าด้วย “อำนาจในการทำสงคราม” หรือพระราชบัญญัติอำนาจในการทำสงครามของปี ค.ศ. 1973 เป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางที่มุ่งตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยมีเนื้อหาระบุเอาไว้ว่า “ประธานาธิบดีสามารถส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่ปฏิบัติการในต่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตตามกฎหมาย”
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากถล่มอิหร่าน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านและต่อต้านตามลำดับ ดังจะเห็นได้จากผลการหยั่งเสียงของสำนักหยั่งเสียงหลายๆ สำนักที่รายงาน การไม่เห็นด้วยต่อมาตรการการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์!!! โดยสำนักหยั่งเสียงแรกที่ออกไปทำการสำรวจภายหลังจากที่ประธานาธิบดีเปิดฉากโจมตีอิหร่านไม่นาน นั่นก็คือ “สำนักหยั่งเสียงรอยเตอร์ส” ที่ทำการสำรวจเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 โดยเปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกันถึง 43% ไม่เห็นชอบต่อการที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน โดยตามติดมาด้วย “สำนักหยั่งเสียงซีเอ็นเอ็น” ที่ออกมารายงานว่า ชาวอเมริกัน 6 จาก 10 คนไม่เห็นด้วยต่อการเปิดศึกของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิหร่าน
และในวันเดียวกัน “สถานีโทรทัศน์ช่องฟ็อกซ์นิวส์” ที่เคยวางตัวเป็นกระบอกเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์เสมอมา ยังออกมาเปิดเผยผลการหยั่งเสียงอีกด้วยเช่นกันว่า มีชาวอเมริกันเพียงแค่ 25% เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และในหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็ยังมี “Quinnipiac University” สำนักโพลชื่อดังระดับชาติที่ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างสูง ออกมาเปิดเผยผลการหยั่งเสียงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันต่อต้านการส่งทหารภาคพื้นดินไปสู้รบทำสงครามยังประเทศอิหร่านมากถึง 74% เลยทีเดียว โดยมีฐานเสียงของค่ายพรรครีพับลิกันออกมาต่อต้านถึง 85% และมีฐานเสียงที่ชื่นชอบพรรคเดโมแครตออกมาต่อต้าน 89% ส่วนฝ่ายอิสระก็ออกมาต่อต้านอยู่ที่ 60% (ข้อมูลที่มาจาก Quinnipiac University Poll: “U.S. Military Action Against Iran: March 9, 2026”) ส่วนรายงานผลสำรวจครั้งล่าสุดจาก “หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์” วันที่ 13 มีนาคม 2026 นี้เปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกัน 42% สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ก็มีคนอเมริกัน 40% ต่อต้านด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านๆ มาจะเห็นได้ว่า นโยบายด้านต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในการที่เขาก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สองนั้น เขามุ่งเน้นที่จะเลือกเอาสหรัฐอเมริกานำหน้ามาก่อนอื่นใด โดยเขากล่าวอวดอ้างอยู่เสมอๆ ว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศใดๆ ทั้งสิ้น” โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์นี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ที่ “เกาะคาร์ก” ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และยังเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกพลังงานเชื้อเพลิง โดยศูนย์กลางแห่งนี้เป็นแหล่งการผลิตน้ำมันที่ติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าของโลกเลยทีเดียว
ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากเสร็จสิ้นการโจมตีว่า เขาได้ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมันของอิหร่านอย่างเสร็จสิ้นราบคาบ แต่กลับปรากฏล่าสุดไม่นานนี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือจากอังกฤษและอีกหลายๆ ประเทศให้ช่วยส่งเรือรบไปผลักดันให้อิหร่านเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” แต่กลับปรากฏว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษออกมากล่าวปฏิเสธ โดยอธิบายว่า “ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกากับอังกฤษจะมีความสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งมาอย่างยาวนาน แต่มิได้หมายความว่า อะไรก็ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ อังกฤษจะต้องจัดการให้ในทุกๆ เรื่อง”
“และในกรณีของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ตัดสินใจร่วมกันทำสงครามกับอิหร่าน ก็มิใช่หน้าที่ที่อังกฤษจะมีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ส่วนการแก้ปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ อังกฤษก็จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่จะต้องเป็นการแก้ปัญหาด้วยการทูต มิใช่การใช้กำลังทหาร” ทำให้ดูเหมือนว่าขณะนี้ด้านการต่างประเทศ สหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยวมากยิ่งๆ ขึ้น เนื่องจากการที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ทอดทิ้งแบบไม่มีเยื่อใยกับเหล่าบรรดาพันธมิตรเก่าแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคนาดา ยุโรป และองค์การนาโต้ รวมถึงกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย โดยแคนาดาและกลุ่มประเทศยุโรป รวมทั้งเอเชียต่างลงความเห็นกันว่า “ไม่สามารถจะพึ่งพาสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป” มีผลทำให้ประเทศเหล่านี้ต่างหันไปพึ่งพาตนเอง โดยจัดงบประมาณทางด้านการทหารเพิ่มมากขึ้น
และในอีกแปดเดือนข้างหน้าก็จะมีการเลือกตั้งกลางสมัย หรือการเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้ โดยวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งได้เป็นเวลาติดต่อกัน 4 ปี ดังนั้นการเลือกตั้งกลางเทอม จึงหมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง จะมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ส่วนวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน 22 ที่นั่ง และวุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครต ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ 13 ที่นั่ง
และหากว่าการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะถึงนี้ พรรคเดโมแครตสามารถมีเสียงข้างมากเข้าไปนั่งในสภาคองเกรสแล้วละก็ แนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะดำเนินการปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งก็มีสูงค่อนข้างมาก เพราะเนื่องจากขณะนี้ค่าครองชีพ ทั้งในเรื่องค่าอาหารการกิน ค่าเช่าที่พักอาศัย และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่ายาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น แถมตามติดมาด้วยการทำสงครามกับอิหร่าน จนมีผลทำให้ราคาค่าน้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ เพิ่มสูงมากขึ้น แน่นอนว่ามีผลทำให้ชาวอเมริกันไม่พึงพอใจกับการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งย่อมจะเพิ่มความลำบากในการบริหารประเทศที่ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญอยู่มากยิ่งๆ ขึ้นไปทุกๆ ที!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นดูเหมือนว่าการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังดำเนินสงครามแบบมิไตร่ตรองถึงผลได้และผลเสียให้ดีเท่าที่ควร แถมการที่เขาเชื่อมั่นในความเป็นมหาอำนาจอันแสนยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกามากเกินไป ตามติดมาด้วยการฟังเสียงของคนรอบข้างเพียงน้อยนิด โดยมิได้ปรึกษาหารือคนรอบข้างส่วนใหญ่ ก็อาจจะทำให้สหรัฐฯ ที่เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ แต่หากขาดสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น น้ำ แสงแดด ออกซิเจน และธาตุต่างๆ ในดินลงไป ต้นไม้ใหญ่ก็อยู่ไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงอาการก้าวร้าวมองข้ามไม่เห็นหัวประเทศพันธมิตรเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กๆ เรื่อยไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่เก่าแก่เช่นอังกฤษ พอถึงยามคับขันก็อาจจะกลายเป็นสัญญาณอันตรายที่จะกลายเป็นประเทศโดดเดี่ยว ต้องสู้แบบสหรัฐฯ อะโลนไม่มีใครเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันสู้ละครับ
#สหรัฐอเมริกา #ทรัมป์ #สงครามอิหร่าน #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #Geopolitics #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline








