บทความ บทวิเคราะห์

ลุ้น "ศาลรธน." รับคำร้อง "บัตรเลือกตั้ง" ก่อนโหวต "นายกฯใหม่" เกมอำนาจ บนความเสี่ยงสูง ?

แชร์ข่าว

กระบวนการขั้นตอนสำหรับการเดินหน้าตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2/1” ขยับไปอย่างรวดเร็ว  แม้ท่าทีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รักษาการนายกรัฐมนตรี ในเวลานี้ที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

แม้ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีความเคลื่อนไหวที่เดินคู่ขนานไปกับการเดินหน้าตั้งรัฐบาลใหม่  และโหวตชื่อ “อนุทิน” ให้นั่งนายกฯคนใหม่ ในวันที่ 19 มี.ค.69นี้  ปรากฏว่า ในวันพรุ่งนี้ 18 มี.ค.ปฏิทินการเมืองที่กำลัง “เขย่า” พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล ยังอยู่ที่วาระสำคัญ

โดยในวันพรุ่งนี้ ต้องรอฟังว่า ศาลรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเตรียมพิจารณา ว่าจะรับคำร้องกรณีการพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง 2569 ไว้พิจารณาหรือไม่  ภายหลังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งเรื่องให้วินิจฉัย

กรณีดังกล่าวเกิดจากประชาชนยื่นคำร้องตั้งข้อสังเกตว่า การมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง  ในการเลือกตั้งสส.ทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมานั้น อาจเปิดช่องให้สามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจขัดต่อหลักการ “การออกเสียงโดยลับ” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือไม่

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้จะพบว่าประเด็นเรื่อง “ลับ” หรือ “ไม่ลับ” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด นั้นได้มีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง  แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจง ว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลง และใช้ตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์เท่านั้น ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้

แต่ดูเหมือนว่ากกต.ได้กลายเป็น จำเลยสังคมและอยู่ในสถานะ “ตำบลกระสุนตก” ไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ฝ่ายภาคประชาชน และนักการเมือง จากพรรคประชาชน เองยืนอยู่ในฝ่ายเรียกร้องว่ากรณีดังกล่าวจะต้องมีความชัดเจนที่สำคัญ กกต.ต้องไม่รีบเร่งประกาศรับรองสส. เพื่อเปิดทางให้ไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่โดยที่ คำถามและความชัดเจนว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.นั้นจะถึงขั้น “โมฆะ” หรือไม่

อย่างไรก็ดี  ในแง่การเมืองแล้ว รัฐบาลรักษาการซึ่งกำลังเผชิญหน้า“วิกฤตพลังงาน” จากปัญหา “สงครามตะวันออกกลาง” ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะ สงบลง จึงต้องการเดินหน้าต่อเพื่อให้กลายเป็น “รัฐบาลใหม่” มีอำนาจเต็มในการบริหาร

และในมิติทางการเมือง เมื่อ พรรคสีน้ำเงิน อยู่ในสถานะ “สิงห์ลำพอง” กวาดสส.เข้าสภาฯ มาเป็นอันดับ 1 ดังนั้นเมื่อเป็นฝ่ายกุมอำนาจการต่อรอง จึงไม่จำเป็นต้องรีรอ

ทั้งนี้ ไทม์ไลน์การเมืองสำคัญที่เดินคู่ขนานกันเช่นนี้

18 มี.ค. ต้องลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะรับคำร้อง จากผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณาหรือไม่

19 มี.ค. เวลา 10.00 น. ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระการโหวตชื่อ อนุทิน เป็น “นายกฯคนใหม่”

หากพิจารณาแล้ว  2 เรื่องนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกัน  แต่อย่าลืมว่า การพิจารณาคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ กำลังจะมีผล จนนำไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนถึงขั้น โมฆะ หรือไม่

เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง การเดินหน้าตั้งรัฐบาลใหม่ โดยพรรคสีน้ำเงิน ที่กำลังเป็นฝ่าย “ได้เปรียบทุกประตู” จะสั่นคลอนหรือไม่

หรือในอีกหน้าหนึ่ง  ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็น เมื่อวันที่ 16 มี.ค.69 ว่าอำนาจในการยื่นคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินกับกรณีการรับคดีไว้พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คนละองค์กร ถือเป็นคนละส่วนกัน

 “ เหตุในการยื่นกับการรับคำร้องของศาลไว้พิจารณา ยึดกฎหมายต่างกัน โดยศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562  ซึ่งจะรับคดีไว้พิจารณา ต้องใช้มติเสียงข้างมาก”

เมื่อคำร้องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อ8 ก.พ.69 ซึ่งเป็นสมรภูมิที่พรรคภูมิใจไทย “ชนะขาด” และจะก้าวเข้าสู่ “อำนาจใหม่” กำลังต้องจับตาว่า “คำร้อง” ว่าด้วย บัตรเลือกตั้งมรณะ ตามที่บางฝ่ายให้คำนิยามนั้น จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในทางการเมือง

หรือที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวนี้ ไม่สามารถ “ขวาง” ว่าที่นายกฯใหม่ และรัฐบาลใหม่ ได้ เมื่อการเลือกตั้งไม่ได้มีปัญหา ตามที่ถูกร้อง !